ประเพณี 12 เดือน ล้วนเกี่ยวข้องการทำมาหากินในเศรษฐกิจยังชีพเพื่อความอยู่รอดของคนในชุมชนที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ
โดยมีพิธีกรรมในศาสนาผีเพื่อวิงวอนร้องขอและบงการอำนาจเหนือธรรมชาติ (ได้แก่ ผี) บันดาลให้ชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ในข้าวปลาอาหารทั้งปวง เริ่มมีพัฒนาการไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
การละเล่นดั้งเดิมในพิธีกรรมตามประเพณี 12 เดือน มีในชุมชนหมู่บ้านทั่วไป โดยทุกคนในหมู่บ้านเป็นผู้เล่นร่วมกัน (เท่ากับไม่มีคนดู)
ผี พราหมณ์ พุทธ
ครั้นมีพัฒนาการเป็นเมือง แล้วเติบโตเป็นรัฐขนาดใหญ่หลังรับศาสนาใหม่จากอินเดีย ก็ต้องจัดให้มีพิธีกรรมตามประเพณีเพื่อแสดงตนเป็นผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์สู่อาณาประชาราษฎร
โดยยกศาสนาพราหมณ์กับพุทธมาหุ้มผีไว้ให้ดูศักดิ์สิทธิ์และทันสมัยขึ้น (ดูได้ในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยา)
กิจกรรมอย่างนี้ นักวิชาการตะวันตกยกเป็นการแสดงเพื่อศาสนาการเมืองของรัฐจารีต อาจเรียกว่ารัฐละคร หรือรัฐนาฏกรรมก็ได้
การละเล่น เป็นการแสดง
เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า ส่งให้สังคมพัฒนาสู่เศรษฐกิจการเมืองและการตลาดมากขึ้น การละเล่นถูกปรับเปลี่ยนเป็นการแสดง จึงจำแนกออกจากกันมีคนเล่นและคนดู เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งไม่เกี่ยวโดยตรงกับการทำมาหากินของชุมชนเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
ประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน (ลาวเรียกฮีต 12) ทำต่อเนื่องมานานหลายพันปีมาแล้ว จึงยากจะทำความเข้าใจได้หมด เพราะหลายอย่างเปลี่ยนแปลง หรือถูกดัดแปลงจนไม่เหลือเค้าเดิม และอีกหลายอย่างแสดงออกเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกวันนี้ไม่รู้จักและไม่เข้าใจ แล้วอธิบายไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร? ทำไม? ฯลฯ
รัฐราชการเพื่อความศักดิ์สิทธิ์
การศึกษาไทยให้ความสำคัญลักษณะศักดิ์สิทธิ์ของประเพณี 12 เดือนเหนือกว่าการศึกษาทำความเข้าใจความหมาย
จึงเน้นจดจำรายละเอียดขั้นตอนประเพณีเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมว่าทำอะไร? ยังไง? เมื่อไหร่? ฯลฯ โดยไม่สงสัยว่าทำอย่างนั้นทำไม? เพื่ออะไร?
เมื่อเน้นความศักดิ์สิทธิ์ของประเพณี จึงถูกครอบงำอย่างง่ายๆ โดยไม่มีที่สงสัยว่าเป็นแบบแผนจากอินเดีย ทั้งๆ อย่างนี้หรืออย่างนั้นไม่มีในอินเดีย หากเป็นประเพณีในท้องถิ่นมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ (เช่น ลอยกระทง) หรือเอาแต่ชื่อจากอินเดีย ส่วนพิธีกรรมเป็นพื้นเมืองล้วนๆ (เช่น สงกรานต์)
ยิ่งเป็นรัฐราชการ ก็ยิ่งเน้นความศักดิ์สิทธิ์ผิดปกติ

