หน้าแรก Uncategorized หนี้ครัวเรือน...

หนี้ครัวเรือน กับภาวะเศรษฐกิจไทย

28.08.18 | 17:09 น.

เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัว ไม่เพียงเท่านั้น ความเร็วของการขยายตัวสูงเกินกว่าที่มีการคาดการณ์กันเอาไว้

ไตรมาสแรกของปีนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ขยายตัวเป็นบวก 4.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นระดับการขยายตัวที่เร็วที่สุดในรอบ 5 ปี

การฟื้นตัวดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่ 2 โดยที่ จีดีพี ยังคงขยายตัวอยู่ที่ 4.6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ดี และถือเป็นข่าวดีที่ทำให้อาจทำให้นักธุรกิจและผู้ที่ต้องรับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลหายใจได้คล่องขึ้นมาอีกหน่อย

แต่ถ้าไปสอบถามสามัญชนทั่วไป รวมทั้งพ่อค้าแม่ขายตามแผงลอยข้างถนน จะได้รับคำตอบเหมือนๆ กันว่า การทำมาหากินและการเลี้ยงชีวิตตัวเองยังคงลำบาก จำกัดจำเขี่ยอยู่เหมือนเดิม

Advertisement

ทำไมถึงยังคงเป็นเช่นนั้น ทำไมการขยายตัวทางเศรษฐกิจระดับนั้นถึงยังไม่ตกลงมาถึงประชาชนทั่วไปในระดับล่าง?

สิ่งที่น่าจะเป็นคำตอบได้ ก็คือ ไม่ว่าตัวเลขจีดีพีรวมเหล่านั้นจะออกมาหรูหราเพียงใด ถ้าตัวเลขอีกตัวไม่ปรับลดลงก็คงยากที่จะทำให้บรรดาประชาชนทั่วไปรู้สึกดีได้ นั่นคือตัวเลขหนี้ครัวเรือน

ข้อมูลสำรวจวิจัยของ เอฟที คอนฟิเดนเชียล รีเสิร์ช (เอฟทีซีอาร์) บริษัทวิจัยอิสระในเครือ ไฟแนนเชียล ไทมส์ ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า หนี้สินครัวเรือนของไทยยังคงยืนอยู่ที่ 77.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งสูงมาก

ยิ่งถ้าคำนึงถึงว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จีดีพี ไทยปรับตัวสูงขึ้นไม่น้อย ก็แสดงให้เห็นว่า มวลหนี้ครัวเรือนโดยรวมของไทยเพิ่มสูงขึ้นอีก ถึงได้ทำให้สัดส่วนต่อจีดีพียังคงอยู่ในระดับเดิม

 เป็นระดับที่น่าเป็นห่วง เพราะถือเป็นระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศอาเซียนด้วยกัน เป็นรองก็แต่ มาเลเซีย ประเทศเดียวเท่านั้น ซึ่งก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างหนี้แบบไทยอยู่เช่นเดียวกันในขณะนี้

เมื่อเทียบกับสิงคโปร์แล้ว ทั้งไทย ทั้งมาเลเซีย มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงกว่าอยู่มาก แถมยังสูงกว่าระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีโดยเฉลี่ยของกลุ่ม จี 20 ด้วยซ้ำไป

ข้อมูลจากการสำรวจของเอฟทีซีอาร์ ยังแสดงให้เห็นว่า คนไทย ส่วนใหญ่ “ลำบาก” กับการชำระหนี้

โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบการสำรวจ 1,000 ราย ระบุว่ามีหนี้สิน หรือ มีบัญชีเครดิตการ์ด อย่างน้อย 1 บัญชี ในจำนวนนี้ราว 1 ใน 3 ยอมรับว่าลำบากในการชำระหนี้ตามกำหนดชำระ

เกือบครึ่งหนึ่งบอกว่า ต้องนำเงินคิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือนไปชำระหนี้

 อีก 22 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า ต้องใช้เงินถึงครึ่้งหนึ่งของเงินเดือนทั้งเดือนไปชำระหนี้

น่าสนใจมากขึ้นไปอีกเมื่อมีการแจกแจงประเภทของหนี้ครัวเรือนของคนไทย เพราะเห็นได้ชัดว่า หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่คือ 55 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบ บอกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมาเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ 34 เปอร์เซ็นต์ ถัดไปเป็นหนี้ที่กู้ไปใช้เป็นการส่วนตัว 24 เปอร์เซ็นต์ อีก 11 เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้นอกระบบ ทั้งหมดนี้เป็นหนี้ครัวเรือนในประเภทที่ไม่มั่นคงปลอดภัยนัก

หนี้ครัวเรือนในประเภทที่เป็นผลบวกในระยะยาวอย่างเช่น การกู้ยืมเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจ หรือการกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยกลับมีน้อย หนี้ครัวเรือนที่ใช้ไปเพื่อที่อยู่อาศัยมีเพียง 34 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนี้ครัวเรือนที่กู้ไปทำธุรกิจมีน้อยมาก แค่ 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

หนี้ครัวเรือนสูงมากๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างแน่นอน เพราะทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศหดลง หนี้ยิ่งมาก ต้องใช้หนี้ต่อเดือนมาก กำลังซื้อต่อเดือนก็หดลงมากตามไปด้วย

เมื่อกำลังซื้อของแต่ละคนลดลง การบริโภคภายในประเทศก็ไม่กระเตื้องขึ้น เศรษฐกิจจะขยายตัวก็ต้องพึ่งพาอย่างอื่น

อย่างเช่นในกรณีการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย 2 ไตรมาสที่ผ่านมา พึ่งพาการส่งออกกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก เท่านั้นเอง

ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องยึดติดอยู่กับเศรษฐกิจโลก ถ้าโลกดี ไทยถึงจะดีด้วย ถ้าโลกฟุบไทยก็ฟุบตาม

จะพึ่งพาการบริโภคภายในให้เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ก็ต้องทำให้รายได้ครัวเรือนเพิ่ม หนี้ครัวเรือนลดลงเสียก่อน

 นี่คือโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งครั้งหน้านี้!