หน้าแรก Uncategorized สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : พิพิธภัณฑ์ไทย ไม่มีคน ไม่มีชีวิต ไม่มีสังคม

27.04.16 | 21:18 น.

“ชีวิตของมรดกโลก ไม่ได้อยู่ที่ป้ายและนักท่องเที่ยวนะครับ แต่อยู่ที่มันผลิตความรู้เพิ่มขึ้นออกมาได้ตลอดเวลาต่างหาก”

อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบอกเมื่อได้ดูการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในฮานอย เวียดนาม [บทความเรื่องจราจรและภราดรภาพ (3) ใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 15-21 เมษายน 2559 หน้า 30]

แต่ในไทย ชีวิตของมรดกโลกทุกแห่งอยู่ที่ป้ายบอกความเป็นมรดกโลก และทำยอดจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าชมด้วยการทำป้ายโฆษณาอวดว่าที่นี่ที่นั่นที่โน่นเป็นมรดกโลก โดยขาดความกระตือรือร้นผลิตความรู้เพิ่ม

ที่น่าวิตกอย่างยิ่งก็คือมรดกโลกทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทย นอกจากไม่ผลิตความรู้ใหม่เพิ่มแล้ว ยังไม่มีแก่ใจเก็บรวบรวมความรู้เก่าที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตในอดีตค้นคว้าวิจัยไว้อย่างก้าวหน้าด้วยซ้ำไป เพื่อเป็นคลังความรู้พื้นฐาน

ความรู้ทั้งเก่า (ที่ก้าวหน้า) และใหม่ (ที่ไม่ล้าหลัง) ถ้าแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะสม่ำเสมอด้วยวิธีนำเสนอทันสมัย (ไม่ใช่แค่บรรยายเหมือนสอนหนังสือในห้องเรียน) จะมีทั้งคุณค่าวิชาความรู้ กับมูลค่าที่ได้จากการท่องเที่ยว

Advertisement

แต่ทางการไทยถนัดทุ่มเทเงินทองทำอีเวนต์ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่าอย่างอื่น จึงปล่อยตามยถากรรมหรือไม่ทำอะไรเลยเรื่องความรู้จากมรดกโลกผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ หรือมิวเซียม

มหาวิทยาลัยอยู่ในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์นั้นทำไม่ยาก และไม่ต้องลงทุนสูงนักก็ได้ อ. นิธิ บอกว่าแต่ที่ยากและต้องลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง คือ งานวิชาการที่อยู่ข้างหลัง

พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ของเวียดนามไม่เหมือนใครในอุษาคเนย์ เพราะ (1.) มีขนาดใหญ่โต (2.) จัดแสดงอย่างมีวิชาการที่ตั้งอยู่บนฐานของการศึกษาวิจัยมาอย่างดี ซึ่งทำได้ยาก เพราะต้องลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง อ. นิธิ ชี้ว่า

“พิพิธภัณฑ์ คือ ‘มหาวิทยาลัย’ อีกรูปแบบหนึ่ง

หมายความว่าเป็นแหล่งศึกษาวิจัยความรู้เฉพาะเรื่อง ที่ต้องอาศัยวิชาการหลากหลายสาขา จึงมีนักวิชาการทำงานประจำหลายคนผลิตงานวิชาการออกมาไม่น้อยไปกว่าหน่วยงานของมหาวิทยาลัย

พิพิธภัณฑ์บางแห่งมีวารสารวิชาการของตนเองซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกด้วยซ้ำ”

เกือบทุกชาติในอุษาคเนย์ล้วนประกอบด้วยประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งนั้น ไทยก็มีหลายชาติพันธุ์ จนได้ชื่อว่าร้อยพ่อพันแม่

แต่ไทยไม่ทำพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ มีแต่โม้ว่าจะทำ แล้วไม่ทำ ที่เคยทำก็ทิ้งจนร้างไปแล้ว ทั้งนี้เพราะไทยถนัดมากทุ่มเททำพิพิธภัณฑ์แบบที่ไม่เกี่ยวกับคนและสังคม

ผู้มีอำนาจจึงรังเกียจประวัติศาสตร์ไทยที่มีชีวิต มีคน มีสังคม ฯลฯ เลยแสดงออกด้วยการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร กรุงรัตนโกสินทร์ ให้เหลือแต่อิฐหักกากปูน ไม่เหลือคน