หน้าแรก Uncategorized สัญญาณ “มหาเธ...

สัญญาณ “มหาเธร์” ที่กรุงเทพฯ ทะลวงถึงกลุ่มก่อเหตุชายแดนใต้

26.10.18 | 18:08 น.

ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางมาประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล ช่วงระหว่าง 24-25 ต.ค.ที่ผ่านมา น่าสนใจว่า การพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล การได้เข้าไปเยี่ยมเยียนมหามิตร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านพักรับรองสี่เสาเทเวศร์ และการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Malaysia – Thailand Bilateral Relations in the context of ASEAN” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล้วนแต่เกี่ยวข้องและส่งสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้น

พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมมหาเธร์แถลงข่าวร่วมกัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ระบุตอนหนึ่งว่า ได้หารือร่วมกันในสามประเด็นสำคัญ หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และความร่วมมือด้านความมั่นคง

“มีความเห็นตรงกันว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งไทยและมาเลเซียและภูมิภาค ที่ปัญหาจังหวัดใช้แดนภาคใต้จะต้องได้รับการแก้ไข ผมได้เล่าให้นายกฯมาเลเซียฟังถึงแนวทางและนโยบายของรัฐบาลไทยรวมถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา ฝ่ายไทยถือว่าจังหวัดใช้แดนภาคใต้เป็นปัญหาภายใน แต่ขณะเดียวกันความร่วมมือจากต่างประเทศก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ง่ายขึ้น”

พล.อ.ประยุทธ์ยังแถลงว่า “ได้พูดคุยกับนายกฯมาเลเซียเกี่ยวกับกระบวนการการพูดคุยที่มีฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เป็นการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ทำให้เกิดความเข้าใจในข้อห่วงกังวลและข้อจำกัดของกันและกันเป็นอย่างดี การพูดคุยจะดำเนินการต่อไปโดยมีมาเลเซียเป็นผู้ประสานงานอยู่บนพื้นฐานและกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

เป็นความชัดเจนที่ตกผลึกว่า นายกฯไทยยึดมั่นว่ากลุ่มก่อเหตุชายแดนใต้จะไม่ได้อะไรพิเศษเกี่ยวกับการต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่เนื่องจากปัญหาตรงชายแดนเรื้อรังมาตลอด จะแก้ฝ่ายเดียวคงใช้เวลาอีกนาน การพูดคุยกับคนทำผิดกฎหมายกรณีเช่นนี้และเหมือนสากลทั่วโลก ต้องให้เพื่อนบ้านอีกฝั่งเข้าร่วมแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดทั้งทางลับและอย่างเปิดเผย

Advertisement

กลุ่มก่อเหตุที่มักจะป้วนเปี้ยนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างหนักหน่วงมาหลายปีจนเบาบางลงในทุกวันนี้ ความสำคัญอยู่ที่การเจรจาทั้งระดับย่อยของพื้นที่จนถึงระดับใหญ่ ที่สำคัญมาเลเซียกำลังทำหน้าที่คล้ายกับบทบาทเดียวกับสมัยรัฐบาลไทยช่วยแก้ปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์ในอดีตให้กับมาเลเซีย และมาเลเซียก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มก่อความไม่สงบมากมายในปัจจุบันดังกล่าว ถือ 2 สัญชาติก็มาก ต่างหลบซ่อนตัวหรือพักพิงอยู่ในมาเลเซีย

เพียงแต่การแก้ปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์เป็นเรื่องการแสวงหา“สันติภาพ” ขณะที่การแก้ปัญหาชายแดนใต้ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำตลอดว่า ไม่เคยทำสงครามด้วยเพราะเป็นปัญหาภายใน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องการเจรจา“สันติสุข”

ในส่วนของมหาเธร์แถลงการร่วมตอบรับไทยในส่วนนี้ตอนหนึ่งด้วยว่า “เรามีประวัติศาสตร์ความร่วมมือในอดีต มาเลเซียเคยมีปัญหาและไทยได้ให้การสนับสนุนเพื่อยุติปัญหาดังกล่าว ขอขอบคุณไทย ปัจจุบันไทยมีปัญหาชายแดนใต้ เราก็ยินดีที่จะช่วยไทยในทุกด้านเพื่อแก้ไขความรุนแรง มั่นใจว่า ด้วยว่าความร่วมมือของสองประเทศจะทำให้สามารถแก้ไขและลดปัญหานี้ได้”

ในวันที่มหาเธร์กล่าวที่จุฬาฯ กล่าวว่า มาเลเซียได้ดิ้นรนเพื่อปลดแอกจากอังกฤษ ยังต้องต่อสู้กับภัยโจรจีนคอมมิวนิสต์ตามชายแดนไทยกับมาเลเซีย รัฐบาลไทยร่วมมืออย่างแข็งขันจนนำไปสู่วันสิ้นเสียงปืน ไทยคอยช่วยเหลือมาเลเซียเรื่องนี้มาโดยตลอด และมาเลเซียรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ได้ช่วยเหลือประเทศไทยแก้ปัญหาความไม่สงบมาโดยตลอดเช่นกัน ใช้วิธีพูดคุยกับกลุ่มที่ก่อความไม่สงบ เพื่อหวังจะให้สถานการณ์ดีขึ้น

สำหรับมหาเธร์ที่มีโอกาสสนทนาทักทาย พล.อ.เปรม ใช้เวลา 15 นาทีนั้น ตามข่าวแจ้งว่าไม่เคยกันมานาน 30 ปี แต่ต่างบริหารรัฐบาลในช่วงเดียวกันถึง 7 ปี โดยเฉพาะการนำไปสู่การเจรจาบนโต๊ะเพื่อให้เกิดสันติภาพทั้ง 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาลไทย มาเลเซียและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวของรัฐบาลเปรมกับมหาเธร์นั่นเอง มีการทิ้งอาวุธและเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่สงขลา นราธิวาสและยะลา มาจนถึงทุกวันนี้

การตอกย้ำของมหาเธร์ในเรื่องดับ “ไฟใต้” ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ นอกจากส่งสัญญาณบวกอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย กองทัพภาคที่ 4 แล้ว ยังส่งสัญญาณแรงทะลวงไปถึง “ที่ยืน” ของกลุ่มก่อการความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วยเช่นกัน การก่อเหตุ ทำเสียงปืน เสียงระเบิด ไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้ว

 

นายอุตสาหะ