เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายวืรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในงานงานสัมมนาเศรษฐกิจประจำปี 2561 “ยุคปฏิวัติข้อมูล ใครได้ใครเสีย” ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ธปท. ประเมินว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ขณะนี้ขยายตัวได้ระดับ 4% ต้นๆ ประเมินว่าหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงกว่าระดับปัจจุบันจะไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ธปท. ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำและผ่อนคลายเป็นพิเศษช่วยการขยายตัวเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานอาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ดังนั้น หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ธปท. จะไม่ได้ปรับขึ้นแบบต่อเนื่องทุกครั้ง เพราะการดำเนินนโยบายการเงินของธปท. ใช้ข้อมูลในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน(ดาต้าดีเพนเดนท์) ภายใต้ปัจจัย การคาดการณ์เงินเฟ้อ ความเข้มแข็งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงิน และความสามารถในการดำเนินนโยบายในอนาคต(โพลิซีสเปซ)
“การประชุมคณะกรรมการนโยบายกสนเงิน หรือ กนง. ครั้งล่าสุด แม้มีกรรมการเห็นด้วยว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4 เสียง และ3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยแต่ ในที่ประชุมฯ เห็นตรงกันว่านโยบายการเงินผ่อนคลายยังจำเป็นแต่นโยบายการเงินผ่อนคลายมากเป็นพิเศษลดความจำเป็นลง ซึ่ง กนง. ต้องประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวมีทิศทางที่ปรับดีขึ้น แต่มีความเสี่ยงนอกประเทศ เช่น มาตรการกีดกันทางการค้าการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังต้องติดตาม” นายวิรไท กล่าว
นายวิรไท กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ยังไม่ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะไทยมีกันชนด้านต่างประเทศดี จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 7% ของจีดีพี ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ และธุรกิจไทยมีการใช้เงินทุนที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ อย่างธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่งเงินฝากในประเทศสำหรับปล่อยสินเชื่อไม่ได้กู้ต่างประเทศมาปล่อยสินเชื่อประเทศ ไม่ทำให้เกิดการใช้แหล่งที่มาของเงินและแหล่งที่ใช้ไปของเงินไม่สอดคล้องกัน (ฟันดิ้งมิสแมช)

