ท่ามกลางกระแส “ดูด” อันคึกคักจนถึงขั้นอุทานกันออกมาว่า “มากันเยอะขนาดนี้ จะไม่ได้ 350 ที่นั่งได้ยังไง”
หรือว่า นี่เป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่มาก, ต้องชนะอย่างน้อย 150, ที่มานี่ก็เพราะมั่นใจว่าสมัยหน้าได้เป็นรัฐบาลแน่ๆ
ที่เด็ดสุด ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมก็วาทะนี้
“การเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา เราจึงต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้”
จึงไม่ต้องกล่าวทวนความก็เป็นที่ทราบว่า นาทีนี้ไม่มีค่ายใดมาแรงเท่า “พลังประชารัฐ” พรรคการเมืองที่เกิดจากครรภ์รัฐบาล คสช.ซึ่งมีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค
เหตุนี้อดีตนักการเมืองจากหลายพรรคหลายค่ายจึงแห่กันเข้าสังกัด ไม่เว้นกระทั่ง “อดีต ผอ.นิด้าโพล” ที่ก่อนนี้ชวนให้ผู้คนสงสัยในโพลเชียร์โพลชังก็ยังอุตส่าห์ทิ้งงานเชิงวิชาการเข้าสังกัด “พลังประชารัฐ”
หรืออย่าง “นางช้างศึก” แห่งวงการฟุตบอลไทยก็ยังเข้าซบ “พลังประชารัฐ” พร้อมกับคำยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกันนะกับเรื่องที่สามีตกเป็น “ผู้ต้องหาปั่นหุ้น” หลายคดี
กล่าวในแง่ “การเมือง” การย้ายกันไปย้ายกันมาจากพรรคนั้นสู่พรรคนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด และการที่นักการเมืองจะกล่าวอ้างถึง “อุดมการณ์” ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะ “อุดมการณ์” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป ใครๆ ก็ใช้ได้ ซึ่งถ้าจะว่าไป อุดมการณ์ทางการเมืองในโลกนี้มีมากมาย สุดแท้แต่ใครจะชอบหรือไม่ชอบแบบไหน หักห้ามไม่ได้
ตราบเท่าที่ไม่ใช้กำลังหรือใช้อาวุธเข้าบังคับขู่เข็ญ การเมืองก็ยังคงมีอารยะ
ไม่ควรถือสาด่าทอการย้ายกลุ่ม ย้ายค่าย ย้ายซุ้ม ย้ายพรรคสังกัด ดังที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อพวกเราที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย จึงต้องเลือกเส้นทางทำงานการเมืองในระบอบรัฐสภาให้ได้ ไม่ว่าจะย้ายไปพรรคไหน”
ถ้าการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะมีขึ้นจริงๆ ที่น่ากังวลนั้นไม่ใช่เรื่องย้ายพรรคเปลี่ยนสังกัด
ที่ต้องจับตาคือการโกงสารพัดวิธี !?!!

