หน้าแรก Uncategorized สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ปมด้อยของท้องถิ่น ในท่องเที่ยวไทย

3.05.16 | 14:36 น.
สุจิตต์ วงษ์เทศ

คนคิดต่าง (จากคนอื่น) ถูกจัดเป็นผู้ร้าย, คนไม่ดี, ไม่รักชาติ ฯลฯ ครอบงำหล่อหลอมคนไทยไม่กล้าคิดต่าง

จึงเชื่อตามกันว่าเมืองท่องเที่ยว หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีเลิศ ต้องมีคุณสมบัติ sea, sand, sun, sex รวมทั้งต้องมีถนนหนทางแบบไฮเวย์กว้างๆ, ตึกสูงๆ, ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ฯลฯ ถ้าไม่มีอย่างนี้ ไม่เป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะคนไม่ไป

โล่งใจเมื่อได้อ่านแนวคิดของผู้รู้ชาวญี่ปุ่นชื่อ เคนอิจิ โกโตะ (จากเมืองโทคะจิ ฮอกไกโด) ใน มติชน ประชาชื่น (ฉบับวันอังคารที่ 26 เมษายน 2559 หน้า 17) จะยกสรุปมาดังนี้

“ประเด็นปัญหาด้านการท่องเที่ยวนั้นมักจะใช้วิธี เหมือนๆ กันไม่ว่าที่ใด คือ

1. ไม่นำเอกลักษณ์ของท้องถิ่นมาใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ เพราะขาดความเข้าใจในวัฒนธรรมชุมชน คุณค่าของท้องถิ่น และ

Advertisement

2. มุ่งความสนใจไปที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงว่าคนเหล่านั้นใช้เงินมากน้อยเท่าไร”

ผู้รู้ชาวญี่ปุ่นแนะนำค้นหา “สมบัติ” อันหมายถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวของท้องถิ่นให้พบ คือ

1. ความรู้สึกด้อยในสถานที่ ชุมชนทุกชุมชนต่างมีความรู้สึกด้อยในสถานที่ที่ตนเองอาศัย แต่หารู้ไม่ว่าความรู้สึกด้อยหมายถึงความแตกต่าง และการที่มีความแตกต่างก็เท่ากับว่ามีเอกลักษณ์

2. เวลาของสถานที่ คือ ช่วงเวลาที่สถานที่นั้นมีความสวยงามที่สุด เช่น ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี และ

3. วัฒนธรรมของสถานที่ หมายถึงเรื่องราวหรือภูมิปัญญาที่คนในท้องถิ่นสืบทอดกันมา สั่งสมเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

โกโตะได้ยกตัวอย่างชาวนาที่โทคะจิต่างคิดว่าบ้านของเขามีแต่ไร่นาอันเป็นความรู้สึกด้อย แต่ความรู้สึกด้อยว่ามีไร่นานั่นหมายความว่าในเมืองไม่มี และเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และต่างรู้ว่าช่วงเวลาที่สวยที่สุดในการทำนานั้นคือช่วงเวลาที่ข้าวสาลีจะออกรวงเหลืองอร่าม

พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างสถานที่เปี่ยมสุขขึ้นที่ทุ่งข้าวสาลี คือ “ฟิลด์ คาเฟ่” ร้านอาหารกลางนาในช่วงทุ่งข้าวสาลีออกรวง ทำให้หลายคนยอมเสียเงินจากโตเกียวเพื่อที่จะมานั่งจิบไวน์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่หลายคนบอกว่าเหมือนอิตาลี

“โกโตะทิ้งท้ายว่า สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกพื้นที่ และเขาเชื่อว่าประเทศไทยที่มีหลายชุมชน หลายสถานที่ที่มีความสวยงาม และมีเอกลักษณ์ จะสามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน”

ในไทยมีทุ่งหลวง เป็นทุ่งข้าวนาน้ำท่วมกว้างใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อยู่พื้นที่ต่อเนื่องของ จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ อ.เมืองฯ, อ.อุทัย, อ.วังน้อย ฯลฯ

แต่ทำลายหายเหี้ยนหดหมดไปนานแล้ว เพราะทางการไทยออกกฎหมายยกเลิกพื้นที่สีเขียวบริเวณนั้น แล้วอนุญาตผู้ลงทุนนานาชาติทำโรงงานอุตสาหกรรม

พื้นที่เคยเป็นทุ่งหลวง กลายเป็นทุ่งขยะโรงงาน อาจเหมาะกับการท่องเที่ยวดูความล้มเหลวของไทยในการจัดสรรพื้นที่เพื่อความทันสมัย แต่ไม่มีพัฒนาการเพื่อความเป็นสมัยใหม่