ครั้งหนึ่งเพลง “หนักแผ่นดิน” เคยกระหึ่ม กระทั่งเอาชื่อเพลงนี้ไปเป็นชื่อภาพยนตร์ไทย
ไม่มีใครคะเนล่วงหน้าว่าพายุใหญ่กำลังจะมา
หลัง 14 ตุลาคม 2516 เมื่อขบวนการนักศึกษาได้รับชัยชนะเผด็จการทหาร (ชั่วคราว) ก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นนำจำนวนหนึ่งคิดแผน “ขวาพิฆาตซ้าย”
ปี 2518 ไทยอกสั่นขวัญแขวน !
กรุงไซ่ง่อนแตก สงครามเวียดนามอันยาวนานปิดฉากลง ทหารอเมริกันและพันธมิตรถอนทัพกลับบ้าน ตามมาด้วย กรุงพนมเปญ กัมพูชาแตก และปลายปีเดียวกัน “ลาว” ก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ไทยฝันร้ายกับทฤษฎีโดมิโน !
จีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว ไปกันหมดแล้ว
ด้วยความที่หวาดหวั่นกับการขยายวงของมาร์กซิสม์ เลนิน และเหมาเจ๋อตง ชนชั้นสูงไทยหวาดผวากับคอมมิวนิสต์ที่กำลังมีชัยในภูมิภาค ในปี 2518 จึงมีการประพันธ์เพลง “หนักแผ่นดิน” ขึ้นอย่างมีเป้าหมาย
เพลงหนักแผ่นดินแต่งขึ้นด้วยจุดประสงค์เพื่อแบ่งซ้าย-ขวา
“เพลงหนักแผ่นดิน” ไม่ใช่งานศิลปะที่พึงชื่นชม หากแต่เป็น “ความหลงผิด” ของฝ่ายความมั่นคงไทยที่มุ่งหมายจะใช้ “ขวา” พิฆาต “ซ้าย”
เป็นบทเพลงที่จุดไฟความเกลียดชังขึ้นในหัวใจคน !!
หลังจากนั้นเพียงปีเดียว ผู้คนทั่วโลกก็ได้เห็นภาพสะท้านขวัญ
6 ตุลาฯ 2519 “ไทยฆ่าไทย” ในใจกลางเมืองหลวง เหี้ยมโหดอำมหิตชนิดที่ไม่มีใครนึกว่าจะเกิดขึ้นได้ในประเทศที่พุทธศาสนาหยั่งรากมากว่า 700 ปี
“หนักแผ่นดิน” จึงเป็นเพลงที่มีฐานะทางประวัติศาสตร์
ควรค้นคว้าศึกษาความเป็นมาและเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังกระหน่ำเปิดเพลงนั้น
ผลผลิตของการปลุกระดมคือ “ฝูงชนบ้าคลั่ง” !
เพลงหนักแผ่นดิน เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ ยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนเกลียดชังและใช้ความรุนแรง
การแนะให้ฟังหรือการเปิดเพลงนี้ให้ฟังในเวลานี้ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่แปลก
ขณะที่ 24 มีนาคมนี้จะมีการเลือกตั้ง บรรยากาศก่อนวันเลือกตั้งกลับยะเยือกจับขั้วหัวใจ
ทำไมไม่มีเสรีที่จะคิดที่จะสื่อสารนโยบายและแนวความคิด
ทำไมไม่มีใครกล้าชูธงรณรงค์ขจัดการโกงกินงบประมาณแผ่นดินจากการจัดซื้อจัดหาที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบราชการกันให้กระหึ่ม
โกงกันเห็นๆ ยังได้รับการปกป้องกันสุดฤทธิ์ !?!!

