หากนับจากวันที่ 9 มี.ค.นี้ ไปจนถึงวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 เวลาการหาเสียงของเหล่าพรรคการเมืองจะเหลือเพียง 14 วันหรือนับจนถึงช่วงเย็นวันที่ 23 มี.ค. เท่านั้น หลังจากที่ทุกพรรคต่างลุยหาเสียงกันเกือบ 1 เดือนครึ่ง
โค้งสุดท้ายของการหาเสียงนับว่าคึกคักและดุเดือดขึ้นเป็นลำดับ
หลายพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่าเคยนำเสนอนโยบายของตนเองมาอย่างดี แต่ช่วงหลังเริ่มใช้เวทีบนรถกระบะ บนเวทีตั้งพื้นซัดพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ขอบเขต เนื่องเพราะคะแนนเสียงของฝ่ายตรงข้ามเริ่มมาแรง และเข้าโฟกัสมากขึ้นเป็นลำดับ
สัปดาห์ที่แล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปหาเสียงที่ไหน จะมีวัยรุ่นเข้ามาเซลฟี่กันหลังปราศรัย เป็นปรากฏการณ์ที่พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า ไม่เคยเกณฑ์คนมาฟัง ที่นี่ไม่มีระบบ”หัวคะแนน” บรรดาวัยรุ่นต้องต่อคิวกันเป็นแถวยาว ภาพของสื่อมวลชนทุกแขนงจึงมีแต่ภาพเซลฟี่ของธนาธร ที่ยังคงมีต่อเนื่องจนถึงวันนี้
พลอยทำให้บรรดานักการเมืองของพรรคอื่นเริ่มสะท้อนภาพเซลฟี่เลียนแบบให้เห็นเหมือนกันบ้าง
ขณะเดียวกัน “พรรคอนาคตใหม่”มุ่งนำเสนอนโยบายแบบตรงไปตรงมาในหลายประเด็นกลายเป็นที่มาของการไม่พอใจของคนหลายวงการ จึงถูกยื่นร้องไปยังกกต. ต่างเสนอ”ท่าไม้ตาย” ให้ยุบพรรคอ้างถึงเหตุผลเชื่อได้ว่ากระทำผิกกฎหมายการเลือกตั้ง
เป็นการ “เตะสกัด”ให้สะดุดกันบ้าง
จนเฟซบุ๊กแฟนเพจของธนาธร ต้องโพสต์แจ้งว่า “หลายท่านเกรงว่าพรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบก่อนหรือไม่ก็หลังเลือกตั้งทำให้คะแนนของพวกท่านที่โหวตอนาคตใหม่ตกน้ำ เสียของ ไม่มีประโยชน์ ผมขอบอกว่าคดีทุกคดีที่เรามีเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก และส่วนใหญ่ไม่มีโทษยุบพรรค-ตัดสิทธิ์ซะด้วย ส่วนคดีที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค-ตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้นก็ไม่มีมูลเหตุจริงจังเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเพียงการฟ้องดะธรรมดาเพื่อสกัดขาพรรคอนาคตใหม่”
ตอนท้าย บอกอีกว่า “ผมไม่กังวลเลย เราคิดแล้วว่าต้องมีเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เราเตรียมพร้อมรับมือมาอย่างดี ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครกำจัดเราได้ ขอให้เดินหน้า และ #24มีนากาอนาคตใหม่”
ปัจจุบันมีตัวเลขคร่าวๆกันว่า จะมีคนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นที่จะได้เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งครั้งแรกกว่า 6-7 ล้านคน เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้จัดเลือกตั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2554
แทนที่พรรคการเมืองพวก”ขาใหญ่” ทั้งหลาย จะใช้”สมอง”ในการระดมความคิดให้มากขึ้นว่าจะทำอย่างไรกับช่วงโค้งสุดท้าย ชัดเจนแล้วว่า กลุ่มวัยรุ่นจะเดินหน้าใช้สิทธิของตัวเองครั้งแรก
โพลหลายสำนักก็บ่งชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่จะขอออกมาใช้สิทธิมากกว่านั่งทับสิทธิตัวเอง
แรกๆ หลายพรรคการเมืองเปิดตัวผู้สมัคร ต่างก็ชู”คนรุ่นใหม่”ลงสนามเลือกตั้งกันทั้งสิ้น ไม่มีใครอยากตกขบวน
มีพรรคหนึ่งเปิดตัวคนหนุ่มสาวกัน 20 คน เปิดเวทีให้นำเสนอไอเดียกันเต็มที่ ต่างเสนอ”คิดนอกกรอบ” ส่วนอีกพรรคหนึ่งเปิดตัวถึง 30 คน บอกเป็นคนรุ่นใหม่ “ไร้เล่ห์เหลี่ยมการเมือง”
แต่นานวันเข้า บุคลากรเหล่านี้ดีกรีด้านการศึกษาสูงๆ ทั้งนั้น ทั้งการทำงานที่โดดเด่นตั้งแต่อายุน้อย กลับหายเข้ากลีบเมฆ ต้องหาเสียงกันอย่างเงียบๆ เหมือนต่างคนต่างอยู่ สิ่งที่นำเสนอไม่ถูกกรองเอามาใช้เป็นนโยบาย ปล่อยให้พวก”รุ่นเดอะ”ออกทีวี ออกสื่อกันได้ทุกวี่วัน ขึ้นโชว์พลังเสียงมุ่งไล่เตะสกัดคู่ต่อสู้ กดสวิชต์ปิดเสียงคนรุ่นใหม่ของพรรคตนเองไปเสียดื้อๆ
ตอนนี้ยังเหลือเวลา ไม่สายเกินไป ช่วยกลับไปให้ความสนใจคนรุ่นใหม่เหล่านี้กันอีกครั้ง แล้วจะมีอะไรดีๆ ไปสู้กับ พรรคอื่นได้บ้าง

