หน้าแรก Uncategorized นิวส์รูมวิเคร...

นิวส์รูมวิเคราะห์ : ก.อุตฯ อัพเกรดเครื่องยนต์ ‘ยูโร5’ ได้เวลาควักกระเป๋าซื้อรถแพงขึ้น

13.03.19 | 19:30 น.

จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก และฝุ่นควันพิษเข้าขั้นวิกฤต

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งปรับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์

จากปัจจุบันใช้มาตรฐานยูโร 4 ให้เทียบเท่ายูโร 5 ในปี 2564 และยูโร 6 ในปี 2565
เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพราะมาตรฐานยูโร 5 จะสามารถลดฝุ่นละออง PM2.5 ได้มากถึง 80%

หรือ 5 เท่า จาก 0.25 มิลลิกรัม/กิโลเมตร เหลือเพียง 0.05 มิลลิกรัม/กิโลเมตร เท่านั้น
ปัจจุบันประเทศในยุโรป สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ได้เริ่มใช้มาตรฐานยูโร 5 แล้ว

ขณะที่จีนและอินเดีย จะเริ่มใช้มาตรฐานยูโร 5 ในปี 2563

Advertisement

กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการแสดงเจตจำนงยกระดับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์
ร่วมกับผู้ประกอบการ 11 ราย จาก 12 แบรนด์ ได้แก่ อาวดี้ บีเอ็มดับเบิลยู อีซูซุ มาสด้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ มิตซูบิชิ มินิ เอ็มจี นิสสัน ซูซูกิ โตโยต้า และวอลโว่

เชื่อว่าในส่วนผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยทุกราย เรื่องเทคโนโลยีการผลิตไม่ใช่ประเด็นปัญหา เพราะใช้มาตรฐานยูโร 5 อยู่แล้วเพื่อการส่งออก

ขณะนี้ สมอ.อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานยูโร 5 ด้านชิ้นส่วนต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น
คาดว่าจะสามารถลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในปีนี้ และบังคับใช้ในปี 2563

สมอ.จะให้เวลาผู้ผลิตปรับตัว 1 ปีและบังคับใช้จริงในปี 2564

ด้านต้นทุนการผลิตประเมินจะเพิ่มขึ้นราว 3-4% จะส่งผลกระทบกับรถยนต์อีโคคาร์และรถยนต์หรูต่างกันตามต้นทุน

การปรับมาตรฐานไปสู่ยูโร 5 ราคารถยนต์คงขึ้นกับผู้ผลิตแต่ละรายว่าจะกำหนดอย่างไร
แต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแน่นอน เพราะต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลอาจจะเพิ่มขึ้น 2-3 หมื่นบาท/คัน

แม้ว่ากรมสรรพสามิตจะยกเว้นภาษีให้กับรถยนต์กระบะใช้เครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 5 ลง 1% คิดเป็นภาษีลดลงราว 1 หมื่นบาท/คันเท่านั้น

แต่ต้นทุนยูโร 5 เพิ่มขึ้นราว 2-3 หมื่นบาท
คงต้องรอลุ้นหลังเลือกตั้งว่า รัฐบาลใหม่จะมีนโยบายเรื่องนี้และมีความชัดเจนอย่างไร จะสามารถลดลงได้มากกว่านี้หรือไม่

หรือจะโยนให้ผู้ซื้อรถยนต์เป็นผู้รับภาระนี้ ก็ถือว่าแฟร์ดี
เพราะไม่เอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปช่วยเหลือให้ผู้ก่อมลพิษ