จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก และฝุ่นควันพิษเข้าขั้นวิกฤต
ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งปรับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์
จากปัจจุบันใช้มาตรฐานยูโร 4 ให้เทียบเท่ายูโร 5 ในปี 2564 และยูโร 6 ในปี 2565
เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพราะมาตรฐานยูโร 5 จะสามารถลดฝุ่นละออง PM2.5 ได้มากถึง 80%
หรือ 5 เท่า จาก 0.25 มิลลิกรัม/กิโลเมตร เหลือเพียง 0.05 มิลลิกรัม/กิโลเมตร เท่านั้น
ปัจจุบันประเทศในยุโรป สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ได้เริ่มใช้มาตรฐานยูโร 5 แล้ว
ขณะที่จีนและอินเดีย จะเริ่มใช้มาตรฐานยูโร 5 ในปี 2563
กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการแสดงเจตจำนงยกระดับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์
ร่วมกับผู้ประกอบการ 11 ราย จาก 12 แบรนด์ ได้แก่ อาวดี้ บีเอ็มดับเบิลยู อีซูซุ มาสด้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ มิตซูบิชิ มินิ เอ็มจี นิสสัน ซูซูกิ โตโยต้า และวอลโว่
เชื่อว่าในส่วนผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยทุกราย เรื่องเทคโนโลยีการผลิตไม่ใช่ประเด็นปัญหา เพราะใช้มาตรฐานยูโร 5 อยู่แล้วเพื่อการส่งออก
ขณะนี้ สมอ.อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานยูโร 5 ด้านชิ้นส่วนต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น
คาดว่าจะสามารถลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในปีนี้ และบังคับใช้ในปี 2563
สมอ.จะให้เวลาผู้ผลิตปรับตัว 1 ปีและบังคับใช้จริงในปี 2564
ด้านต้นทุนการผลิตประเมินจะเพิ่มขึ้นราว 3-4% จะส่งผลกระทบกับรถยนต์อีโคคาร์และรถยนต์หรูต่างกันตามต้นทุน
การปรับมาตรฐานไปสู่ยูโร 5 ราคารถยนต์คงขึ้นกับผู้ผลิตแต่ละรายว่าจะกำหนดอย่างไร
แต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแน่นอน เพราะต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลอาจจะเพิ่มขึ้น 2-3 หมื่นบาท/คัน
แม้ว่ากรมสรรพสามิตจะยกเว้นภาษีให้กับรถยนต์กระบะใช้เครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 5 ลง 1% คิดเป็นภาษีลดลงราว 1 หมื่นบาท/คันเท่านั้น
แต่ต้นทุนยูโร 5 เพิ่มขึ้นราว 2-3 หมื่นบาท
คงต้องรอลุ้นหลังเลือกตั้งว่า รัฐบาลใหม่จะมีนโยบายเรื่องนี้และมีความชัดเจนอย่างไร จะสามารถลดลงได้มากกว่านี้หรือไม่
หรือจะโยนให้ผู้ซื้อรถยนต์เป็นผู้รับภาระนี้ ก็ถือว่าแฟร์ดี
เพราะไม่เอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปช่วยเหลือให้ผู้ก่อมลพิษ

