ถึงแม้จะอวดว่า คิดดี มีเจตนาดี ที่ทำลงไปก็เพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อย ให้ผู้คนได้ทำมาหากินกันอย่างสุจริต เสรี และสะดวก ปลอดภัย แต่การใช้ “ปืน” แย่งยึดอำนาจรัฐก็ยังถูกนับว่า ป่าเถื่อน และผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง
เปรียบกับหลักการทางด้านนิติศาสตร์ตามที่เรียกกันว่า “หลักนิติรัฐ” แล้ว ไม่ว่าจะอวดอ้างคุณความดีอย่างไร ผลพวงทั้งหลายอันเกิดจากรัฐประหารล้วนถูกถือเป็น “ผลไม้” ของ “ต้นไม้มีพิษ” หรือ Fruit of the poisonous tree
ความผิดแก้ไขได้ด้วยการ “หยุด”
แต่หากย้อนศึกษาทบทวนจากประวัติ ศาสตร์จะพบว่า ไม่เคยมีหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารคนไหนเลยที่ไม่ประสงค์จะสืบทอดอำนาจ
ตอนแรกๆ ที่โผล่หน้ามา อาจบอกว่าเป็น “คนกลาง” เป็นสะพานเชื่อมความสามัคคีปรองดอง
แต่ยังไม่เคยมีหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารคนไหนเลยที่ “หยุด” หรือโบกมืออำลา เลิกแล้ว พอแล้ว
ทุกคนอยากไปต่อ !
เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการ
เปลี่ยนจาก “ปืน” ไปเป็น “เสียง” ของ “ประชาชน”
ทุกคนจึงมี “พรรคการเมือง” เป็นของตัวเอง
ไม่ใช่พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเฉกเช่นในประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วไป แต่เป็นพรรคการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายพิเศษ
2498 จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีพรรคเสรีมนังคศิลา รัฐประหารยึดอำนาจเสร็จในปลายปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็มีพรรคชาติสังคม หลังจาก “สฤษดิ์” ตาย จอมพลถนอม กิตติขจร สืบอำนาจแทนก็มีพรรคสหประชาไทย
ภายหลังรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 แล้วปล่อยให้ อานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ พลเอก สุจินดา
คราประยูร ไม่ได้ตั้งพรรค
แต่ก็ใช้ “พรรคสามัคคีธรรม” เป็นหัวหอกในสนามเลือกตั้งพร้อมกับจับมืออีก 4 พรรคการเมืองสนับสนุน “สุจินดา” เป็นนายกรัฐมนตรี
ในปี 2549 “บิ๊กบัง” พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหารอีก และต่อมาก็สร้างพรรคมาตุภูมิ แต่ล้มเหลวสิ้นท่า
22 พ.ค.2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหาร
จากนั้นให้เขียนกติกาใหม่ทั้งหมด แต่ที่สำคัญยิ่งคือ สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ “หัวหน้าคณะรัฐประหาร” มีสิทธิยกมือโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” คนต่อไป
รัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ตั้งพรรคการเมือง ขาเก่าเจ้าประจำมารวมตัวกันแล้วเสนอชื่อ “ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี
ผลไม้ของต้นไม้มีพิษ ย่อมเป็นพิษ !?!!

