หน้าแรก Uncategorized ปฏิรูปผลงานเพ...

ปฏิรูปผลงานเพียบ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

9.06.16 | 14:00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งให้ทำความเข้าใจผลงานการปฏิรูปประเทศ เป็นสิ่งที่ สปท.หนักใจ

นั่นสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรียังยอมรับว่าชาวบ้านจำนวนมากยังไม่ได้รับรู้ ไม่เข้าใจ มองไม่เห็นผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันชัดเจน

เกิดมีคำถามว่า ทำงานมาตั้งนานซึ่งควรจะนับตั้งแต่ยุคสภาปฏิรูปแห่งชาติ หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ และต่อไปอีกจนถึงการเลือกตั้ง ผลงานแต่ละด้าน กับเวลาและงบประมาณที่ใช้ไปนั้นเหมาะสมกันหรือไม่

คนทำงานบอกว่าทำงานหนักมากมาย แต่คนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจเพราะเหตุใด ในมุมมองของชาวบ้านยังไม่นับถึงขั้นเรียกว่าปฏิรูป หรือเป็นเพราะขาดการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ

สาเหตุหนึ่งเพราะบรรยากาศการเมืองภายใต้โครงสร้างอำนาจการมีส่วนร่วมจำกัดและการปิดกั้นความเห็นต่าง ทำให้การยอมรับต่ำ

Advertisement

ทำงานหลายสิบ หลายร้อยเรื่อง เก็บเอามานับรวมหมด แทนที่จะเน้นเรื่องหลัก เรื่องใหญ่ ให้เห็นผลความเปลี่ยนแปลงถึงระดับปฏิรูป ไม่ใช่ระดับปกติ ไม่ว่ารัฐบาลไหนเลือกตั้งหรือลากตั้งก็ต้องทำอย่างเดียวกัน ปฏิรูประบบขนส่งทางราง เป็นต้น

และถ้าจะสรุปถึงขั้นเรียกว่าเป็นผลงาน ตัวชี้วัด ต้องตัดสินกันที่เมื่อข้อเสนอต่างๆ ถูกนำไปปฏิบัติทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เป็นการปฏิรูปจริงๆ

ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตเอกสาร รายงาน มากมายเชิงปริมาณ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาล้วนมีข้อเสนอการปฏิรูปถูกผลิตออกมาก่อนแล้ว บางคณะก้าวหน้ากว่าเสียด้วยซ้ำ

กล่าวเฉพาะด้านการศึกษา ท่านรองประธานย้ำว่า แม่น้ำ 5 สายกำลังดำเนินการอยู่ซึ่งคืบหน้าไปหลายเรื่องแล้ว เช่น ด้านการศึกษา ส่งไป 9 เรื่อง หัวหน้า คสช.ก็ผลักดันผ่านการใช้มาตรา 44

การใช้อำนาจมาตรา 44 กลายเป็นยาชุดสามัญประจำบ้าน นำมาโฆษณาว่าเป็นผลงานการปฏิรูปถี่ขึ้นๆ

มีการพูดถึงการจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 กับอีก 2 เรื่องในเวลาต่อมา ได้แก่ การแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาแต่ยังให้อิสระกับมหาวิทยาลัยอยู่เช่นเดิม กับการขยายการศึกษาฟรีเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.ปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)

เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติเขียนไว้แค่ว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย จึงต้องปรับแก้กฎหมายหรือใช้คำสั่งมาตรา 44 ประกาศให้เกิดความชัดเจน มิเช่นนั้นอาจกระทบต่อผลการลงประชามติ

ผลงานยังไม่เป็นที่รับรู้ ไม่ใช่เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์ แต่เพราะปัญหายังวิกฤต ผลสัมฤทธิ์การเรียนและคุณลักษณะของนักเรียนยังไม่ดีขึ้นจริงเท่าที่ควร

การเร่งเครื่อง ตีฆ้องร้องป่าวให้เกิดการรับรู้เป็นเพียงส่วนหนึ่งทำให้รับรู้ว่าได้ทำอะไรไปแล้ว แต่จุดชี้ขาดอยู่การปฏิบัติทำให้เห็นแนวโน้มว่าเดินไปถูกทางแล้ว

กรณีคำสั่งขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ที่น้ำเสียงสะท้อนถึงความภูมิใจในการใช้อำนาจมาตรา 44 นักการศึกษายังถกเถียงกันไม่จบว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องจริงหรือไม่ ต่างเฝ้ารอดูผลที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปว่าเป็นอย่างไร

รวมทั้งในกรรมาธิการด้านการศึกษาสภาขับเคลื่อนฯ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เพราะเมื่อเทียบเคียงระหว่างแนวทางปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ที่ถูกนำขึ้นมาผลักดันก่อน กับข้อเสนอเรื่องการพัฒนาครู

การปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม กระบวนการสอนของครูจากความเคยชิน สอนแบบท่องจำทำตามครูบอก หรือครูสั่ง Passive Learning มาเป็นสอนให้คิด สอนให้ลงมือทำ Active Learning ด้วยการตั้งคำถามให้เด็กหาคำตอบด้วยตัวเอง

เรื่องอะไรควรทำก่อนและส่งผลถึงนักเรียน ครู และโรงเรียนมากกว่า

ปฏิรูปการเรียนรู้ ครับ

การแก้ปัญหาทุจริต สร้างธรรมาภิบาล จัดการกับคนไม่ดีส่วนน้อยที่ทำให้เกิดปัญหากับคนส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งที่ควรทำก็ตาม แต่การทำให้ครูส่วนใหญ่เปลี่ยนจากครูคนเดิมเป็นครูคนใหม่ จากครูอำนาจเป็นครูอำนวยต่างหาก เป็นทิศทางหลักของปฏิรูปการศึกษา

อำนาจตามมาตรา 44 สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอน วิธีคิด วิธีปฏิบัติของครูส่วนใหญ่ได้จริงหรือไม่

ฉะนั้น กลับมาเร่งเครื่อง ทำให้ข้อเสนอตามรายงานว่าด้วยการพัฒนาครู ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน และการสอนของครู เกิดผลจริง ถึงจะนับว่ามีผลงานระดับปฏิรูป

รวมทั้งปฏิรูปหลักสูตร ที่ตั้งลำมาก่อนปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเสียอีก แต่จนถึงวันนี้จะประชาสัมพันธ์กันอย่างไรดีล่ะว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว