‘Where to Invade Next’ บุกดูชีวิตดีๆ ที่มีอยู่จริงในบ้านอื่นเมืองอื่น

9.06.16 | 15:24 น.

หนังสารคดีน้ำดีจากการคัดสรรของ Documentary Club เรื่องของไมเคิล มัวร์-ผู้กำกับหนังคอการเมืองชาวอเมริกัน พาคนดูไปสำรวจ (หรือบุกตะลุย-อย่างน้อยก็ในความหมายของเขา) แง่งามในความเป็นมนุษย์ของประเทศในแถบยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อดีหรือ “ดอกไม้” เหล่านั้นมาปรับใช้ในบ้านเกิดของเขาเอง

ฉะนั้น นี่จึงเป็นหนังที่ว่าด้วยการมองโลกอื่นประเทศอื่นผ่านสายตาของอเมริกันชนในยุคสมัยนี้ ผ่านวลีที่มัวร์บอกว่า เราไปเพื่อเด็ดดอกไม้จากประเทศอื่น ไม่ใช่วัชพืช

สิ่งที่เป็นแก่นแกนซึ่งมัวร์นำเสนอคือ สภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศจากทวีปยุโรป ทั้งอิตาลี ประเทศซึ่งประชาชนมีวันหยุดรวมๆ 8 สัปดาห์ และถ้าใช้ไม่หมดก็ทบไปใช้ปีหน้าได้, เรื่องใหญ่และจริงจังในประเทศฝรั่งเศสคืออาหารกลางวันของเด็กนักเรียน, ระบบการศึกษากับเวลาเรียนสามชั่วโมงต่อวันในฟินแลนด์และการเรียนมหาวิทยาลัยฟรีในประเทศสโลวีเนีย, เรือนจำสุดหรูในนอร์เวย์ รวมถึงการเรียกร้องสิทธิสตรีในประเทศตูนีเซีย

ทั้งหมดนี้ มีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวเปรียบเทียบ และแน่นอนว่า มัวร์นำเสนอให้เห็นว่าประเทศโลกที่หนึ่งอย่างอเมริกานั้น พ่ายหลุดลุ่ยให้คุณภาพของเรื่องข้างต้นให้ประเทศแถบยุโรป

invade3

Advertisement

สิ่งหนึ่งซึ่งพิเศษมากๆ คือคนที่มัวร์เลือกสัมภาษณ์นั้น ส่วนใหญ่แล้วดูเป็นคนธรรมดา ทำงานธรรมดาในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะครู, ตำรวจ, พนักงาน ไปจนกระทั่งนักเรียนเล็กๆ ซึ่งคนเหล่านี้ตอบกลับคำถามของมัวร์อย่างเรียบง่ายถึงพื้นฐานความคิดและชีวิตในสวัสดิการซึ่งประเทศนั้นมอบให้พวกเขา และการที่มัวร์เลือกจะสัมภาษณ์คนที่ดูธรรมดาเหล่านี้นี่เองที่ย่อมสะท้อนว่า รากฐานความคิด วัฒนธรรมและความเชื่อของประเทศนั้นฝังลึกลงไปถึงคนทุกชนชั้น ไม่เพียงแต่ผู้บริหารหรือผู้นำประเทศ (ซึ่งมัวร์แทบไม่ได้สัมภาษณ์เลย)

ทุกสิ่งที่ปรากฏบนจอจึงดูจริงมากๆ อาการกระอักกระอ่วน ไม่เข้าใจถึงวิธีคิดแบบอเมริกันชนจึงมีให้เห็นอยู่ในใบหน้าและแววตาของคนธรรมดาที่มัวร์นั่งคุยด้วย มันอาจเป็นอาการคาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนั้นอยู่ในโลกนี้ ไปจนถึง ไม่เชื่อว่าประเทศอย่างอเมริกาจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่จริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสน่ห์อันล้นเหลืออย่างหนึ่งของ Where to Invade Next คือตัวของมัวร์เอง ทั้งการใช้น้ำเสียง, คำถามอันแยบคม หรือกระทั่งการยิงมุกตลกแยบคายและประเทืองปัญญา ซึ่งมัวร์นำเสนอได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ การตั้งคำถามสั้นๆ เพื่อควานหารากของความเชื่อและวัฒนธรรมซึ่งหยั่งลึกในวิถีชีวิตของผู้คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มัวร์กลับทำออกมาอย่างลงตัวและโปกฮาอย่างน่ารัก ในระดับที่ว่า ถ้าคุณชอบมุกเสียดสีและเสพวัฒนธรรมอเมริกันสักหน่อย คุณจะได้กลั้นหัวเราะตัวสั่นทุกห้านาทีบนเบาะในโรงภาพยนตร์ เพราะด้านหนึ่ง นอกจากหนังมันจะพาไปสำรวจความเป็นโลกที่หนึ่งในแบบที่อเมริกาไม่ได้เป็นแล้ว มันยังวิพากษ์อเมริกาอย่างแสบสันต์มากที่สุดเท่าที่หนังสักเรื่องจะมีพลังทำได้

clairestbearestreviews_filmreview_wheretoinvadenext_lunch

แต่บทจะสะเทือนใจ หนังก็ทำได้ดีไม่แพ้ตอนทำให้หัวเราะ เพราะมัวร์เลือกจะตัดต่อฟุตเทจและความเจ็บช้ำของมนุษย์ลงบนแผ่นฟิล์มอย่างเสียดสีที่สุดเท่าที่เขาคงจะทำได้แล้ว-ทันทีที่เพลง We Are the World ซึ่งขับร้องโดยผู้คุมเรือนจำชาวนอร์เวย์ดังขึ้นหลังมัวร์พาคนดูเยี่ยมชมคุกซึ่งหรูหราว่าหอพักนักเรียนบางแห่งแล้ว ก็ปรากฏเป็นภาพนักโทษชาวอเมริกันซึ่งถูกกระทำอย่างที่ไม่ใช่วิถีที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกัน (โดยเฉพาะฟุตเทจสุดท้ายที่สร้างความสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรงในระดับใจหาย)

หรือเมื่อหนังพูดถึงการเหยียดสีผิวในแผ่นดินเยอรมัน ซึ่งนักเรียนและผู้คนรุ่นใหม่ยังต้องเรียนรู้และพบเจอซากความทรงจำอันขมขื่นของคนยิวในบ้านเกิดของตัวเอง-ทุกอย่างก็ดูรวดร้าวอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน มัวร์ยังทำให้เราหัวเราะไปกับหนังที่เขาเล่าได้

สิ่งที่ดีมากๆ คือนี่ย่อมไม่เป็นเพียงแต่การพาไปดูสิ่งดีๆ ในประเทศอื่นๆ แต่มันยังเป็นการสำแดงถึงรากวัฒนธรรมและความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันของประชาชนจากโลกยุโรป แม้หนังอาจจะไม่ได้เล่าที่มาของมันจนทำให้บางจังหวะดู “โลกสวย” ไปอย่างช่วยไม่ได้เพราะเข้าใจข้อจำกัดของหนังอยู่ แต่ในภาพรวมแล้ว มันก็พยายามจะเจาะและทำความเข้าใจกับพื้นฐานความคิดของมนุษย์คนอื่นที่ไม่ได้เกิดหรือยืนบนแผ่นดินอเมริกา

Where to Invade Next_cropped

น่าเศร้า เมื่อมัวร์มองเรื่องราวเหล่านี้ผ่านเลนส์สายตาของอเมริกันชน แล้วพบว่าหลายอย่างในประเทศบ้านเกิดเขาล้วนน่าผิดหวัง และน่าผิดหวังมากยิ่งขึ้นเมื่อพบว่า “ดอกไม้” ของประเทศแถบยุโรปเหล่านี้นั้น แท้จริงแล้วล้วนรับมาจากประเทศอเมริกาทั้งสิ้น

และน่าเศร้ายิ่งกว่าเมื่อกลายเป็นเรา ที่พบว่า ทุกประเด็นที่มัวร์พูดนั้นบาดลึกบาดร้าวยิ่งกว่าเมื่อมองผ่านเลนส์ของสังคมไทย-ซึ่งดูคล้ายว่าจะเป็นประเทศที่รับดอกไม้จากประเทศอื่นมา แล้วเอามาปลูกและเปลี่ยนให้มันกลายเป็นวัชพืชเสียเองในประเทศบ้านเรา