“บุญส่ง” เผย รอผลสอบ “สุรนันทน์-ดร.พิชญ์” สวมเสื้อ”รับ-ไม่รับร่างรธน.”ระบุ คนกรุงแห่แจ้งเบาะแสทำผิดกม.ผอ.กต.จังหวัด หวั่น มือมืดนำบุ๊คเล็ตไปบิดเบือนเนื้อหา
ขอบคุณศาลรธน. รับคำร้องผู้ตรวจตีความม.61 วรรคสอง ยันผลออกมาแบบใด ไม่กระทบทำประชามติ เตรียมทางออกไว้พร้อมหมดแล้ว
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการกกต. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่กกต.กลางส่งเรื่องให้กกต.กรุงเทพมหานคร ดำเนินการตรวจสอบนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใส่เสื้อสกรีนข้อความว่า “รับ ไม่รับ เป็นสิทธิ์ ไม่ผิดกฎหมาย”ว่า กรณีนี้อยู่ระหว่างรอผลการสอบสวนจากกกต.กทม.หากมีมูลก็จะดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้กกต.ยังได้รับการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาตลอด ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันทราบจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหลายจังหวัด ได้แสดงความกังวลว่าอาจมีผู้ไม่หวังดีปลอมแปลงจุลสารการออกเสียงประชามติ สรุปย่อสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติม หรือ บุ๊คเล็ต ที่กกต.จะดำเนินการส่งไปยังประชาชนทุกครัวเรือน ให้มีเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง หรือชี้นำการออกเสียงประชามติทางใดทางหนึ่งไปวางไว้ในชุมชน ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องพิจารณากันว่าผอ.กต.จังหวัด จำเป็นต้องลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนถึงเนื้อหาที่แท้จริงของบุ๊คเล็ตไว้ก่อนหรือไม่
นายบุญส่ง กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัยด้วยความรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจนขึ้น ส่วนตัวมองว่ามาตรา 61 วรรคสอง ไม่กระทบต่อการแสดงความเห็นของประชาชนโดยทั่วไป แต่จะกระทบกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมากกว่า อีกทั้งการตีความกฎหมายของกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีในฐานความผิดนี้จะต้องไปเป็นอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน และองค์ประกอบของกฎหมายเป็นหลัก แต่ยอมรับว่าคำว่า “หยาบคาย” และ “รุนแรง” ไม่เคยถูกบัญญัติในโทษทางอาญามาก่อน ทั้งนี้ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร กระบวนการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้จะไม่ได้รับผลกระทบ
นายบุญส่ง กล่าวอีกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว )ก็จะต้องนำไปสู่การร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ 1 โดยนอกจากจะแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลแล้ว กกต.อาจจะพิจารณาว่าควรเพิ่มเติมบทบัญญัติอะไรไปหรือไม่ในการแก้คราวเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงประชามติ โดยกกต.จะเป็นผู้ร่าง ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา จากนั้นส่งไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อดูความถูกต้อง และส่งกลับมาคณะรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ให้พิจารณาอีก 3 วาระ โดยระหว่างนั้นจะยังถือว่าพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯยังมีผลใช้บังคับอยู่ จนกว่าฉบับแก้ไขจะประกาศใช้

