
โขนมีกำเนิดจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แล้วสืบทอดและถ่ายทอดด้วยความเชื่อในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงต้องอนุรักษ์ของดั้งเดิมไว้เป็นมรดกของมนุษยชาติจะเปลี่ยนแปลงมิได้
ถ้าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็ต้องไม่เรียกโขน แต่เรียกอย่างอื่น เช่น หน้ากากนาฏกรรม หรือการแสดงสวมหน้ากาก หรือรอเวลาให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลงจนหายไป
ผู้มีอำนาจทุกรัฐบาลมีเจตนาดีจะปรับปรุงโขนให้มีคนดูมากๆ แต่เอาจริง ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ความเชื่อและความเป็นมาแท้จริงของโขน
mask play
โขน ในทางสากลคือ mask play หมายถึงหน้ากากนาฏกรรม หรือการแสดงสวมหน้ากาก
mask play ถูกปรับเปลี่ยนใช้งานการละเล่นในพิธีกรรมรับจากอินเดีย เรื่องรามเกียรติ์ ราวหลัง พ.ศ. 1000 ในราชสำนักใกล้ทะเลและกลุ่มเกาะที่นับถือศาสนาพราหมณ์ และนับถือปนกันระหว่างพุทธ-พราหมณ์
ราชสำนักต่างๆ เรียกการละเล่นอย่างนี้ในชื่อต่างกัน เช่น
กลุ่มเกาะเรียก Legon, กัมพูชา เรียก ละโคน โขล, ไทย เรียก โขน กับ ละคร
หน้ากาก เป็นเครื่องสวมเพื่อพรางหน้าจริงในพิธีเข้าทรง เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติตามหน้ากากนั้น มีในกลุ่มชนดั้งเดิมทุกเผ่าพันธุ์ในโลก รวมทั้งในภูมิภาคอุษาคเนย์
หน้ากากเก่าสุดพบในไทย มีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นภาพเขียนสีบนเพิงผาในถ้ำเขาสามร้อยยอด (อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์) และที่ผาแต้ม (อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี) ฯลฯ
มีการละเล่นสวมหน้ากากผีบรรพชน สืบเนื่องจากยุคดึกดำบรรพ์ เช่น ปู่เยอย่าเยอ (ในลาว), ผีตาโขน (ในไทย), ฯลฯ
หน้าพราน หรือหน้ากากพรานบุญในโนราชาตรี เป็นหน้ากากสืบเนื่องจากประเพณี ดึกดำบรรพ์ 2,500 ปีมาแล้ว
โขน-ละคร
ในไทย ราชสำนักอยุธยาเรียกโขนกับละคร ในความหมายต่างกัน
โขน เรียก การละเล่นกลางแจ้งในสนาม เล่นเรื่องเดียวคือรามเกียรติ์ และมีฉากเดียวคือยกรบ (พระรามรบกับทศกัณฐ์) ผู้เล่นเป็นผู้ชายล้วน เกณฑ์จากลูกผู้ดี (อาจหมายถึง ที่เป็นทหารมหาดเล็กและตำรวจ)
ละคร เรียก การละเล่นในโรง มีหลังคา ไม่มีผนัง (เรียกโถง) เล่นได้ทุกเรื่องทั้งรามเกียรติ์และเรื่องอื่นๆ ไม่จำกัด เล่นหลายฉาก ผู้เล่นเป็นชายจริงหญิงแท้
การละเล่น ไม่การแสดง
โขน มีกำเนิดจากการละเล่นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสรรเสริญพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราม องค์อวตารของพระนารายณ์ หรือวิษณุ มาปราบยุคเข็ญ
คำว่า “การละเล่น” ใช้ในพิธีกรรม ซึ่งไม่มีคนดู (หรือ ผู้ชม) เพราะทุกคนล้วนมีส่วนร่วม หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม
ส่วนคำว่า “การแสดง” ใช้ในมหรสพ ซึ่งแยกกันระหว่าง ผู้แสดง กับ ผู้ชม
กึ่งการแสดง
ยุคอยุธยา โขนเป็นทั้งการละเล่นและการแสดงก้ำกึ่งกัน
สมัยแรก เป็นการละเล่นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนัก เป็นเครื่องราชูปโภค (ของพระเจ้าแผ่นดิน) ไม่เล่นประจำ แต่เล่นเมื่อเสวยราชสมบัติ หรือเบญจเพสของ รัชทายาทราชโอรส ดังนั้นบางรัชกาลเล่นครั้งเดียวแล้วไม่เล่นอีกตลอดแผ่นดิน
สมัยหลัง เริ่มเป็นการแสดงพบหลักฐานครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อแสดงรับราชทูตลาลูแบร์ และอาจแสดงรับราชทูตคณะอื่นๆ ด้วย (แต่ไม่พบหลักฐาน)
ขณะเดียวกันขุนนางใหญ่ผู้มีอำนาจให้มีโขนแสดงในงานศพบรรพชน เพื่อแสดงอำนาจวาสนาของตน แต่ไม่ใช่มหรสพที่แสดงเพื่อความบันเทิงของมวลชนตามความหมายปัจจุบัน
ยุคธนบุรี พระเจ้าตากทรงแต่งบทละครรามเกียรติ์ แต่ไม่พบหลักฐานว่ามีเล่นโขน
ยุครัตนโกสินทร์ ร.1 ทรงแต่งบทละครรามเกียรติ์ เป็นพิธีกรรม (อาจไม่ใช้แสดงจริง) สำหรับสมโภชพระนคร มีกลอนบทละครตอนจบ จะคัดมาเป็นพยานดังนี้
อันพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย
ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด ดั่งพระทัยสมโภชบูชา
ใครฟังอย่าได้ใหลหลง จงปลงอนิจจังสังขาร์
ซึ่งอักษรกลอนกล่าวลำดับมา โดยราชปรีชาก็บริบูรณ์
การแสดง
ยุครัตนโกสินทร์ โขนมีพัฒนาการเป็นการแสดงมากขึ้น เริ่มเปลี่ยน หน้ากาก เป็น หัวโขน
นอกจากนั้นยังปรับท่ารำ, บทร้อง, พากย์, เจรจา ฯลฯ เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนดูมากขึ้น โดยปนกันระหว่างโขนกับละคร แล้วแสดงในโรงละคร (ไม่กลางแจ้ง)
เครื่องประดับพระนคร
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โขนละครหลวงกรมมหรสพ ย้ายไปสังกัดกรมศิลปากรที่รัฐบาลตั้งขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2477
ครั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โขนละครตามประเพณีดั้งเดิมก็ทรุดโทรม เพราะมีมหรสพทันสมัยอย่างใหม่ๆ จากตะวันตกมาทดแทน
ที่สำคัญได้แก่โขนละครไม่ปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดูได้จากการเรียนการสอนยังให้นักเรียนนักศึกษาหมอบคลานเข้าหาครูอาจารย์ผู้สอนเหมือนยุคดึกดำบรรพ์ เสมือนครูอาจารย์เป็นเจ้านาย ส่วนนักเรียนนักศึกษาเป็นไพร่กำลังเข้าเฝ้าเจ้านาย
ทางการสมัยก่อนวางนโยบายผิดพลาดมานานมาก ที่ขยายการเรียนการสอนโขนละครไปทั่วประเทศ ทั้งๆ สังคมไม่ดูโขนละคร
ในทางที่สมควรแล้วควรให้มีแห่งเดียวในกรุงเทพฯ ใครเรียนจบก็รับทั้งหมดเข้าเป็นข้าราชการเล่นโขนละคร
โขนละครทุกวันนี้มีไว้เป็นเครื่องประดับสำหรับพระนครของคนชั้นสูงเท่านั้น เพราะสามัญชนคนทั่วไปเห็นว่าพ้นสมัย ไม่ชอบดู ถึงดูก็ไม่รู้เรื่อง
ทางราชการพยายามโน้มน้าวชักชวนให้คนทั่วไปดูโขนละคร แต่ไม่สำเร็จ คนไม่ดู ที่ดูก็เฉพาะเห็นเป็นของสูง เป็นของแปลก ดูประดับสติปัญญา ดูไปหลับไป ไม่ดูเพื่อสนุก เพื่อบันเทิงเหมือนการแสดงร่วมสมัยอื่นๆ เช่น ลิเก, ลูกทุ่ง, หมอลำ ฯลฯ
