หน้าแรก Uncategorized สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ท่านป้าฉวีวาด ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ขนละครไทยไปอยู่เขมร ไม่ได้ไปสอนเขมรเล่นโขน แต่ไปหลบราชภัย

11.06.16 | 17:56 น.

ไทยชอบอวดว่าสอนเขมรเล่นโขน สมัยรัตนโกสินทร์ โดยอ้างคำบอกเล่าของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องท่านป้าฉวีวาดขนละครไทยไปอยู่เขมร

ในหนังสือโครงกระดูกในตู้ไม่ได้บอกว่าไปสอนโขน แต่ไปหลบราชภัย ผมเคยเขียนเล่าไว้ ในคอลัมน์สยามประเทศไทย มติชน เมื่อมกราคม 2556 จะยกมาดังต่อไปนี้

ท่านป้าฉวีวาด ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ ม.จ. หญิงฉวีวาด ปราโมช หนีราชภัยสมัย ร.5 กรณีวังหน้า-วังหลวง ไปอยู่ในราชสำนักกัมพูชา

อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเล่าไว้ในหนังสือโครงกระดูกในตู้ (พิมพ์ครั้งแรก 20 เมษายน 2514) ว่า

“ท่านป้าฉวีวาดจ้างเรือสำเภาหนึ่งลำ ขนทรัพย์สมบัติลงเรือ แล้วนำละครของเจ้าจอมมารดาอำภาซึ่งตกมาถึงท่านนั้น ลงเรือทั้งโรงพร้อมด้วยเครื่องละครและดนตรีปี่พาทย์ รวมเป็นคนหลายสิบคน”

Advertisement

“สมเด็จพระนโรดมจึงได้รับท่านป้าฉวีวาดและละคร ของท่านทั้งโรงเข้าไปอยู่ในพระราชวังในฐานะละครในเมืองเขมร และให้หัดละครเมืองเขมรสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้”

“ละครในเมืองเขมรในปัจจุบัน เป็นละครที่ห่างครูไปนาน จึงเรื้อไปมาก บทที่เล่นนั้น ถ้าเป็นละครในเรื่องอุณรุทธและอิเหนายังต้องร้องเป็นภาษาไทย แต่ถ้าเล่นละครนอกแล้ว สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ได้ทรงแปลไว้เป็นภาษาเขมรเป็นส่วนมาก เช่นเรื่องไกรทอง”

กรณีนี้เชื่อกันมาก่อนนานแล้วว่าเขมรเอาโขนละครไปจากไทย

เมื่ออาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเล่าเรื่องท่านป้าฉวีวาด เอาละครไทยไปอยู่เขมรซ้ำอีก ก็ยิ่งย้ำความเชื่อเดิมว่าถูกต้องแม่นยำและชอบธรรมยิ่งขึ้น กระทั่งถือเป็นตำราดนตรีและนาฏศิลป์ว่าเขมรรับจากไทย ใช้สอนกันในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสังกัด ก. วัฒนธรรม

แท้จริงแล้วไทยได้แบบโขนละครจากวัฒนธรรมขอม (คือเขมร ยุคอโยธยา-ละโว้) ซึ่งมีต้นแบบอยู่ที่การละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทร ของราชสำนักเมือง พระนคร (ที่รู้จักกันในนามนครวัด)

มีประจักษ์พยานสำคัญคือภาพสลักกวนเกษียรสมุทรขนาดยาว และใหญ่มากๆ อยู่ที่ผนังด้านหลังของระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (ก่อนมีรัฐสุโขทัย)

โขนละครราชสำนักเขมร(เรียก ละโคนพระกรุณา) สืบทอดกันต่อๆมาไม่ขาดสายจนปัจจุบัน เหมือนโขนละครราชสำนักอยุธยา-กรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ

จะมีซบเซาไปบ้างในบางรัชกาล เป็นเรื่องปกติธรรมดา แล้วก็มีผู้ฟื้นฟูขึ้นใหม่ในภายหลัง ซึ่งไทยก็เป็นอย่างนี้

จะต่างกันก็ตรงที่ราชสำนักเขมรไม่ได้แต่งบทละคร อิเหนา, ไกรทอง, ฯลฯ เมื่อจะเล่นก็ต้องเลียนอย่างราชสำนักกรุงเทพฯ โดยหาครูละครจากกรุงเทพฯไปสอน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะต่างขอหยิบขอยืมแลกเปลี่ยนกันไปมานับร้อยนับพันปีมาแล้ว

ท่านป้าฉวีวาด ของอาจารย์คึกฤทธิ์ ไปอยู่ในราชสำนักเขมรแล้วมีส่วนอะไรบ้างในละครเขมร? ยังไม่พบหลักฐาน และยังไม่มีนักค้นคว้าวิจัยจากไทยไปศึกษาในกัมพูชา

ฉะนั้น จะให้เชื่อถือมั่นคงว่าละครเขมรได้จากไทยย่อมเป็นไปไม่ง่ายๆอย่างนั้น

อาจมีส่วนเพิ่มเติมละครในราชสำนักเขมรครั้งนั้นบ้างก็ได้ โดยสร้างสรรค์สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วให้หลากหลายมากขึ้นจากเดิม

แต่ไม่ถึงขนาดเป็นต้นแบบละครเขมรที่สืบทอดถึงปัจจุบัน นอกเสียจากไทยคิดเหมาเอาเองว่าโน่นนี่นั่นเอาไปจากไทย ทั้งๆแต่เดิมมานั้นไทยได้จากเขมร

ยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิชาการจริงจังของ ท่ารำที่อาจารย์คึกฤทธิ์เรียก“สามัญลักษณะ” อันเป็นลักษณะร่วมของอุษาคเนย์ แต่ไทยจะตีขลุมครึกโครมเป็นของตนฝ่ายเดียว ดังเคยเกิดปัญหามาแล้ว

เมื่อเอาหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีมาตีแผ่ให้ดู ก็ต้องเงียบไป เพราะเถียงไม่ขึ้น

[พรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน จะคัดมาแบ่งปันสู่กันอ่านเรื่องเจ้าจอมมารดาอำภา ตัวละครอิเหนาซึ่งเป็นย่าของท่านป้าฉวีวาด]

นาฏศิลป์ไทยรวม.indd