เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้ประชามติ” ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่ไม่ให้ใช้คำว่า “ไม่รับ” ถือว่าเป็นคำไม่สุภาพ ว่า ถ้าแค่ว่า “ไม่รับ”แล้วบอกว่าเป็นคำไม่สุภาพนั้นไม่น่าจะใช่ เพราะประชามติต้องเปิดโอกาสให้คนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็น ถ้าไม่ได้เป็นการกล่าวหาหรือจงใจใส่ร้าย ก็น่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทำได้
ถ้าใช้คำว่าไม่รับแล้วผิด จะทำประชามติไปทำไม ประชามติจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะจะทำให้ประชามตินั้นถูกเบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริง และจะบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นผ่านประชามติ ซึ่งเป็นความเห็นของประชาชนค่อนข้างอยาก ดังนั้น อยากให้กกต.ทบทวนเรื่องนี้ ถ้าแค่นั้นบอกว่าขัดกฎหมายแล้ว ประชาชนก็แสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้เลย เพราะจะแสดงความเห็นได้อย่างเดียวคือเห็นด้วย แต่เป็นการเห็นด้วยโดยที่เข้าไม่เห็นด้วย การที่กกต.ใช้แอพฯอย่างนี้ถือว่าแรงเกินไป ขัดต่อสภาพคามเป็นจริง ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องแล้ว
เมื่อถามว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ประสานงาน และยอมที่จะแก้ไข ถือว่าฟังขึ้นหรือไม่ นายวิรัตน์ กล่าวว่า ตัวแอพฯไม่ได้เป็นปัญหา การตีความต่างหากที่เป็นปัญหา และที่สำคัญกกต.ต้องสื่อถึงประชาชนทุกช่องทางไม่ใช่แค่ผ่านแอพฯ ควรให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มด้วยซ้ำ และที่ผ่านมาตนเสนอให้กกต.พูดให้ชัดว่าอะไรทำได้ไม่ได้ อะไรเป็นคำหยาบคาย กกต.ก็ไม่ยอมทำ พอเกิดปัญหา ก็กลายเป็นคำไม่สุภาพ ดังนั้นต้องไปทวนว่า กกต.ผิดหรือประชาชนไม่เข้าเรื่อง
นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ที่จริงแล้วมาตรา61 วรรค สองของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ใช้ถ้อยคำที่แปลกมาแต่ต้น แต่ไม่รู้ว่ารอดหูรอดตา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ ความสามารถมากมายไปอย่างไร หรือกกต.ขอให้ สนช.ผ่านกฎหมายนี้ ดังนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความ ตนจึงเห็นว่าดีหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็จะได้เป็นบรรทัดฐาน และผูกพันทุกองค์กร และกกต.ก็มีหน้าที่ขยายความในสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

