หมายเหตุ – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายระหว่างเดินทางไปตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคมเพื่อรับฟังความคืบหน้าการดำเนินโครงการต่างๆ และมุมมองของนักวิชาการต่อการลงทุนโครงการใหญ่ๆ ของภาครัฐเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รองนายกรัฐมนตรี
จากการสอบถามความคืบหน้าการดำเนินโครงการของแต่ละหน่วยงาน เช่น กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) อยู่ระหว่างทยอยดำเนินการ ส่วนในเรื่องของรถไฟฟ้านั้น ประมาณปลายเดือนมิถุนายนนี้จะสามารถประกวดราคาได้ 3 สายคือ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ซึ่งหากดำเนินการได้ตามนี้จริง ก็จะเป็นสิ่งที่น่ายินดีมาก เพราะเท่ากับว่าการดำเนินโครงการในรอบแรกออกมาแล้ว
หากรถไฟฟ้าเกิดทั้ง 3 สาย จะสร้างความมั่นใจให้ต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้แค่คุย แต่ทำให้เกิดขึ้น โชคดีที่คิดโครงการเหล่านี้ไว้ในแผนอยู่แล้ว เวลาเศรษฐกิจโลกไม่ดี อาจจะเคลื่อนได้ช้า แต่ตอนนี้เริ่มไหลแล้ว เร็วแล้ว จะทำให้การขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น รู้แล้วว่าตอนนี้จะมีเม็ดเงินลงมาแบบนี้ แต่ประเทศอื่นที่ไม่ได้คิดมาก่อน อยู่ๆ จะมาคิดโครงการใหญ่ๆ ก็อยู่ที่ว่าคิดแล้วจะทำได้เลยหรือไม่ โชคดีตรงนี้ ก็ต้องเร่งอย่าให้ชะลอ
สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีการหารือกันเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งทาง ร.ฟ.ท.จะต้องเร่งให้เร็ว เพราะภายหลังกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลได้เร่งรัดในเรื่องระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์น อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ นักลงทุนโดยเฉพาะญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ดังนั้นจึงได้ขอให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำโครงการให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องของรายละเอียด เมื่อกระทรวงคมนาคมเดินทางไปที่ไหน ให้สามารถชี้แจงได้ว่าโครงการนี้ตั้งแต่กรุงเทพฯลงไปแหลมฉบัง แหลมฉบังไปมาบตาพุด ไประยอง มีอะไรบ้าง มีถนนกี่สาย โลจิสติกส์มีอะไร
“รถไฟความเร็วสูงโดยเฉพาะสายระยองถือว่าสำคัญ เพราะเรื่องอีสต์เทิร์น อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี ให้ความสำคัญมาก ตรงนี้จะเป็นแอ่งการลงทุนที่ใหญ่มาก สนข.จะไปเร่งดำเนินการตรงนี้ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ต้องมีแผนงานที่ชัดเจนออกมา โดยการประชุมเรื่องระบบขนส่งของประเทศในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมจะขอให้ สนข.ไปชี้แจงภาพใหญ่ โครงการทั้งหมดในเชิงของระบบขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ทราบด้วย”
ที่จริงโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ไม่ได้ ยึกๆ ยักๆ แต่ติดตรงที่ขั้นตอนทางราชการเยอะ เช่น รถไฟฟ้า จากขั้นตอนนั้นก็ต้องไปขั้นตอนนี้ ต้องเคลียร์พื้นที่เข้าพีพีพี ฟาสต์แทร็ก จากเวลาที่ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี ก็เหลือ 9 เดือน จากเดิมที่ไม่เคยเร่ง พอมาเร่ง ตอนแรกก็เป็นแบบนี้ แต่พอเริ่มเข้าล็อกแล้ว จะสังเกตว่าพอสีเหลืองผ่าน ชมพูผ่าน สีส้มก็กำลังจะผ่าน ก็จะเร็วขึ้น บางเรื่องที่ใช้กฎหมาย ก็ให้เวลาหน่อย เพราะข้าราชการต้องการความมั่นคงด้วย ก็คิดว่าท่อกำลังไหล และราชการมีกำลังใจเนื่องจากรัฐบาลเอาจริง เอกชนก็เตรียมเงินไว้ร่วม โดยโครงการไหนจะร่วมก็ให้ร่วม เฉพาะกระทรวงคมนาคมถึงปลายปีนี้ ก็จะมีปลายโครงการที่จะออกมาแน่นอน
สมภพ มานะรังสรรค์
อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
การใช้จ่ายภาครัฐเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2559 หลังจากปี 2558 อัตราการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% และอัตราเร่งยังตามมาถึงไตรมาส 1/2559 แต่พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันการลงทุนภาครัฐยังไม่ชัดเจน แม้รัฐจะใส่เงินเข้าระบบเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาสินค้าเกษตรลดลง แต่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น
“ต้องยอมรับว่าภาครัฐมีโครงการที่จะลงทุนชัดเจน เช่น รถไฟรางคู่ แต่โครงการรถไฟที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่นยังไม่ชัดเจน ส่วนโครงการรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯ 10 สายมีโครงการชัดเจนแล้ว แต่การปฏิบัติงานการประกวดราคากลับไม่เกิดขึ้น”
หากการลงทุนเกิดขึ้นจะช่วยให้ความเชื่อมั่นจากคน 2 กลุ่มเกิดขึ้นคือ ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของภาคเอกชน ที่ในปี 2557 มีนักลงทุนมาขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถึง 2.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับภาวะปกติที่จะมีการขอการลงทุนเพียง 7 แสนล้านบาท แต่กลับพบว่าปี 2558 การลงทุนภาคเอกชนกลับติดลบ 2% ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นการลงทุนโดยเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่นำร่อง นอกจากนี้หากการลงทุนขึ้นจริงจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นการบริโภคภาคประชาชนด้วย

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
ผู้อำนวยอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด
ส่วนตัวมีความรู้สึกว่าการลงทุนโครงการภาครัฐขนาดใหญ่บางโครงการล่าช้ากว่ากำหนด แม้ที่ผ่านมาจะเริ่มมีการลงนามในสัญญาและเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟรางคู่และมอเตอร์เวย์สายต่างๆ แต่ประชาชนอาจไม่รู้ข่าวหรือมีกระแสมากนัก เพราะการเปิดประมูลจะซอยย่อยออกไปเป็นสัญญาขนาดเล็กและใช้วิธีทยอยประมูลเป็นเฟส แต่ในส่วนโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่อย่างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ อาจล่าช้ากว่าแผน ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังไม่เห็นการลงนามประมูล
ล่าสุด ครม.มีมติเปิดประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ให้ได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ จึงต้องติดตามว่าจะทันตามกำหนดหรือไม่ เพราะโครงการนี้รัฐบาลจะลงทุนในระบบงานโยธา 100% วงเงินรวม 82,907 ล้านบาท
ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) คือรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงินลงทุน 5.34 หมื่นล้านบาท และสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงินลงทุน 5.18 หมื่นล้านบาท ซึ่งเอกชนที่ชนะการประมูลจะลงทุนในส่วนงานโยธา ค่าระบบไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ซึ่งเดิมมีกำหนดว่าจะเปิดประมูลภายในเดือนมิถุนายนนั้น ต้องติดตามว่าจะเลื่อนออกไปหรือไม่
หากประเมินตัวเลขการลงทุนรถไฟฟ้า 3 สายคือ สายสีส้ม ชมพูและเหลือง คาดว่าจะมีเงินลงระบบประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าปี 2559 จะมีเงินลงระบบเท่าใด เพราะขั้นตอนการเปิดประมูลหรือประกวดราคาของทางราชการมีหลายขั้นตอน
“เมื่อเปิดประมูลผู้ประกอบการต้องเข้ามารับซอง จากนั้นต้องนำไปออกแบบสำรวจราคาที่เหมาะสม ช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และทางส่วนราชการต้องเข้าไปต่อรองราคาอีก จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าเงินจะลงระบบเท่าใด แต่เพื่อความมั่นใจอย่างน้อยภาครัฐต้องเร่งลงนามสัญญาก่อสร้างให้ได้ภายในปีนี้ เพราะหลังจากนั้นเงินจะทยอยลงระบบ”
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์บริษัท เอเซีย พลัส ประเมินว่าการลงทุนภาครัฐในปี 2559 จะเติบโต 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2559 ประเมินไว้ที่ 3.5% แต่อาจปรับลดเหลือ 3.2% ตามภาวะการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวและการลงทุนรัฐและเอกชนที่ช้ากว่าคาด
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี
หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร ธนาคารทหารไทย
การลงทุนภาครัฐต้องแยกเป็นสองส่วน ส่วนที่เห็นการขยายตัวได้ดีตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้แก่ งบประมาณประจำปี สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายได้ ทำให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ที่คาดหวังว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในครึ่งปีหลัง 2559 ทั้งนี้ โครงการเมกะโปรเจ็กต์ ถือว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลในแง่การฟื้นตัวเศรษฐกิจและความคาดหวังของภาคเอกชน ที่สำคัญคือ อยากเห็นโครงการเกิดขึ้นจริงในปีนี้ โดยธนาคารคาดว่ารัฐจะเปิดซองประมูล เริ่มดำเนินการก่อสร้าง และมีการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาส 4 เมื่อโครงการเกิดขึ้นก็จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่น
โครงการภาครัฐจะต้องเริ่มต้นให้ได้ เพราะหลายโครงการเหลื่อมปีมาหลายรัฐบาลแล้ว แต่เพราะเริ่มต้นไม่ได้จึงเลื่อนออกมาเรื่อยๆ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าโครงการจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขณะนี้มีหลายโครงการที่ส่อเค้าว่าจะมีความล่าช้าบ้าง ฉะนั้นทางภาครัฐต้องมีการพิจารณาว่าโครงไหนที่สามารถทำได้ก่อน ก็ควรดำเนินการไปก่อน ส่วนการลำดับความสำคัญควรปรับเปลี่ยนไปตามระยะเวลาที่สามารถทำได้ เพราะปล่อยให้โครงการหนึ่งล่าช้า จะกระทบให้ทำให้โครงการตามหลังมาล่าช้าไปด้วย และส่งผลกระทบต่อแนวโน้มความเชื่อมั่นในการลงทุน การฟื้นตัวเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง และอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ ธนาคารยังคงจีดีพีปีนี้ที่ 2.8% แม้ว่าสัดส่วนการลงทุนรัฐบาลจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 6-7% แต่ประมาณการของธนาคารคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวกว่า 15% ถ้าโครงการล่าช้าออกไปไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชนให้ลดลงไปด้วย จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ด้วย
“ต้องยอมรับว่าปีนี้เอกชนเริ่มมีการลงทุนบ้างแล้ว สะท้อนจากตัวเลขไตรมาสแรกที่เป็นบวกมากขึ้นและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารโลกได้มีการปรับประมาณการจีดีพีไทยขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% โดยให้น้ำหนักกับการลงทุนเอกชนที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งสมมุติฐานหรือการประมาณการทั้งหลายขึ้นกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์เป็นสำคัญ”

