เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน จากกรณีที่ได้มีการแชร์ภาพข่าวในโลกโซเชียล เป็นภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาพเด็กผู้หญิงถูกทำร้ายจนมีรอยฟกช้ำทั่วตามตัว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนายนี้เป็นพ่อของเด็กและเด็กถูกทำร้าย เกิดขึ้นที่หมู่บ้านศรีลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง และจากการตรวจสอบระบุว่า เป็นบ้านของ พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ ศูนย์ฝึกตำรวจภาค 5 ส่งผลทำให้ภาพข่าวได้ถูกแชร์ไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับตำหนิพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีการตรวจสอบข่าวดังกล่าวแล้วพบว่าไม่เป็นความจริง ทั้งในเนื้อหา รวมถึงชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาพซึ่งที่จริงแล้วเป็นภาพของ พล.ต.ต.อุดม พรหมสุรินทร์ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 5 ลำปาง
ล่าสุด พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ ธิติธารวัฒน์ ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา มีภูมิลำเนาอยู่ใน จ.ลำปาง และอดีตนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 5 ลำปาง ก็ได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.เมืองลำปาง ทันที เพื่อแจ้งความหาตัวผู้กระทำผิดในการโพสต์ภาพและข้อความอันเป็นเท็จลงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้นำชื่อไปใส่ในข่าว นับเป็นการตัดต่อภาพและเสนอข่าวอย่างบิดเบือน ทำให้ตนได้รับความเสียหาย

“ในภาพนั้นเป็นภาพเด็กที่เคยเป็นข่าวใน ต.ขอนหาด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ที่ถูกพ่อแม่ทุบตีทารุณกรรมจนร่างกายบาดเจ็บ เหตุเกิดวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 กระทั้งมาถูกตัดต่อ และใช้ภาพผู้บังคับบัญชา ในเครื่องแบบเต็มยศ คือ พล.ต.ต.อุดม พร้อมเขียนเรื่องราวเอาชื่อของตนเองใส่ลงประกอบด้วย ที่อยู่ก็ไม่ใช่ที่อยู่จริง จนทำให้ตนเองได้รับความเสียหายอย่างมาก รวมถึงยังสร้างความเสียหายไปยัง พล.ต.ต.อุดมด้วย ดังนั้น จึงได้เข้าแจ้งความในครั้งนี้ เพื่อหาตัวผู้โพสต์ข่าวดังกล่าว และขอฝากไปยังชาวโซเชียลด้วยว่า ขอให้ลบและหยุดแชร์ภาพดังกล่าว เพราะถือว่าไม่เป็นความจริง หากพบก็อาจจะถูกแจ้งความดำเนินคดีด้วย เพราะขณะนี้ตนได้รับผลกระทบแล้ว จากคนที่เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งกลุ่มผู้รักเด็ก และมูลนิธิเด็กโทรศัพท์ติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก” พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ระบุ
ด้าน พล.ต.ต.อุดมกล่าวว่า ขณะนี้ตนเองก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เพราะรูปภาพข่าวที่ถูกแชร์และนำเสนอออกไป ได้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว จนเกิดกระแสตำหนิโจมตีอย่างรุนแรงมาก รวมถึงมีเว็บไซต์ข่าวบางแห่งที่ไม่ตรวจสอบก่อนนำไปเผยแพร่ต่อ จึงยิ่งซ้ำเติมและให้เกิดความเสียหายเข้าไปอีก ถึงแม้ว่าข้อความจะระบุชื่ออีกคน แต่ภาพก็เป็นภาพตนเอง ที่เห็นใบหน้าที่ชัดเจน และทำให้หลายคนที่ไปเจอข่าว และภาพ ก็เข้าใจผิดว่าเป็นตนเองเป็นผู้ก่อเหตุด้วย ดังนั้น จึงได้เข้าแจ้งความไว้แล้วเช่นกัน

