หน้าแรก Uncategorized ด้านมืดของควา...

ด้านมืดของความฝันที่ยิ่งใหญ่ในวัยรุ่น

12.06.16 | 18:13 น.

ไม่บ่อยนักที่จะเห็นคนไทยมาปรึกษาจิตแพทย์เพราะทำงานหนักเกินไป หนึ่งในอาชีพที่งานหนักที่สุดและอยู่ใกล้จิตแพทย์คือ “แพทย์ประจำบ้าน” หรือคุณหมอที่ปฏิบัติงานพร้อมกับเรียนรู้การเป็นแพทย์เฉพาะทางไปด้วยนี่ล่ะค่ะ ส่วนใหญ่รับสภาพและอดทนเรียนต่อจนจบได้ แต่บางคนก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดจนเรียนจบได้หรือเปล่า

คุณหมอหนุ่มคนหนึ่งเป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาที่งานหนักมาก ช่วงที่เริ่มเรียนใหม่ๆ คุณหมอก็มีแววเครียดง่ายอยู่แล้วเนื่องจากเป็นคนตื่นเต้นง่ายและขี้กังวล

อยู่มาวันหนึ่งเดินสวนกันในโรงพยาบาล คุณหมอก็หยุดยืนและพูดคุยปรึกษาว่าช่วงหลังสมาธิไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไร ถูกอาจารย์ดุเป็นประจำ รู้สึกว่างานยากซับซ้อนและมีปริมาณมากจนไม่รู้ว่าจะต้องแยกร่างเป็นกี่ร่างถึงจะทำทัน

“ผมคิดว่าเป็นหมอแผนกนี้น่าจะหางานง่าย เงินดี จะได้ดูแลพ่อแม่ให้สบาย ตอนสอบผ่านเข้ามาเรียนคิดว่าอดทนอีกสามปีก็มีอนาคตที่ดีรออยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมอาจจะไม่ไหว”

คุณหมอพูดไปก็ขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียดค่ะ วันที่เริ่มต้นทำเรื่องยิ่งใหญ่เรามักพกความหวังและความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าแต่เมื่อลงมือทำจริงแล้ว ด้านมืดของความฝันที่ยิ่งใหญ่จึงค่อยปรากฏโดยที่ก่อนหน้านี้ใครต่อใครเตือนเราก็ไม่เคยเชื่อค่ะ บางครั้งต้องประสบด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจ

Advertisement

ภาพยนตร์ญี่ปุ่น “Bakuman” ซึ่งฉายทางโรงภาพยนตร์ไม่นานมานี้น่าจะกล่าวถึงด้านมืดของความฝันอันยิ่งใหญ่ในวัยรุ่นได้เป็นอย่างดีค่ะ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงจากการ์ตูนชื่อเดียวกัน กล่าวถึงเด็กหนุ่มมัธยมปลาย 2 คน

“มาชิโระ” ผู้มีฝีมือในการวาดรูปแต่ก็ไม่ได้คิดต่อยอดอะไรเพราะแค่วาดสาวที่แอบชอบไปวันๆ ก็พอใจแล้ว วันหนึ่ง “ทาคางิ” เพื่อนร่วมโรงเรียนบังเอิญเห็นภาพวาดของมาชิโระเข้าพอดี เขาจึงเสนอให้สองคนร่วมทำงานการ์ตูนด้วยกันโดยทาคางิจะคิดเนื้อเรื่องและทำสตอรี่บอร์ดส่วนมาชิโระเป็นคนวาด ผลงานที่ใช้เวลาเพียง 2 เดือนในการวาดได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการนิตยสารการ์ตูนใหญ่แห่งหนึ่ง

ทั้งสองกลับไปแก้ไขผลงานและได้รับรางวันรองชนะเลิศในการประกวดการ์ตูนในที่สุด เป้าหมายของทั้งสองคนสูงขึ้นโดยหวังจะได้เขียนการ์ตูนรายสัปดาห์จนคว้ายอดผู้อ่านอันดับหนึ่งของนิตยสารให้ได้

เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความมุ่งมั่นและสวยงามของความฝันวัยรุ่น กล่าวถึงแก่นแท้ของการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชายที่เป็นสากลเสมอ ได้แก่ การพัฒนาตนเอง มิตรภาพ และการมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ จนในที่สุดหนังก็นำเสนอให้เห็นด้านมืดของความฝันที่สวยงามนี้ มาชิโระซึ่งมุ่งมั่นเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์จนเหน็ดเหนื่อยล้มป่วยลงจนต้องเข้าโรงพยาบาล เขายังอยากสู้ต่อแต่คนดูตั้งคำถามในใจขึ้นมาว่าความสำเร็จแบบนี้คุ้มค่ากับสุขภาพที่เสียไปหรือเปล่า

ท้ายเรื่องดูเหมือนหนังจะตอบคำถามนี้ให้ว่าเมื่อทั้งสองขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของนิตยสารได้เพียงสัปดาห์เดียว หลังจากนั้นผลงานก็คุณภาพตกลงจนถูกถอดออกจากนิตยสารในที่สุด ถ้ามาชิโระยอมตายเพื่อให้ได้เขียนการ์ตูนวันนั้นคงร้องไห้ภายหลังแน่ๆ ว่าสุดท้ายความสำเร็จก็เป็นแค่ยอดคลื่นที่พาเรือให้ขึ้นถึงจุดสูงสุด การรักษาจุดนั้นให้ได้นานยากกว่าการขึ้นไปมากและมาชิโระกับทาคางิก็ร่วงลงอย่างรวดเร็วเท่าๆ กับช่วงที่เขาขึ้นค่ะ

คำกล่าวที่ว่างานหนักไม่เคยฆ่าใครไม่รู้จริงหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ งานหนักทำให้เราป่วยได้ทั้งกายและใจค่ะ นอกจากนั้น งานวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา ซึ่งศึกษาในระดับพันธุกรรมพบว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างระหว่างอารมณ์ ความเครียด และความยืนยาวของอายุด้วย เขาทดลองด้วยการศึกษายีน (หน่วยพันธุกรรม) ว่าอายุของเซลล์ที่ได้รับผลกระทบจากอารมณ์และความเครียดจะอายุสั้นลงหรือไม่ ถ้าสั้นลง ยีนใดที่มีบทบาทมากที่สุด ในเบื้องต้นเขาพบว่ามียีนชุดหนึ่งทำงานเกี่ยวข้องอายุเซลล์ที่สัมพันธ์กับอารมณ์และความเครียดโดยตอบสนองต่ออารมณ์เหล่านี้ผ่านการทำงานที่ผิดปกติของไมโตคอนเดรีย (ส่วนประกอบในเซลล์) แต่ยังต้องการการทดลองยืนยันเพิ่มเติมต่อไปค่ะ

ถ้าอารมณ์และความเครียดทำให้เซลล์ตายเร็วจริง ความเครียดอาจจะไม่ได้ทำให้เราตายแต่ร่างกายอาจจะเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยก็เป็นได้ค่ะ ยืนยันได้จากมาชิโระที่ล้มป่วยลงจนต้องนอนโรงพยาบาลเพราะการทำงานของตับแย่ลงมาก ส่วนคุณหมอหนุ่มเมื่อเครียดก็ดูหน้าตามีอายุกว่าวัยไปมากเลยค่ะ ถึงขนาดมีคนไข้มากระซิบถามว่าคุณหมอคนนี้เขาแก่แล้วหรือเปล่า ดูหลงๆ ลืมๆ นะ

“คุณหมอเขาอายุน้อยกว่าหมอเกือบรอบค่ะ หน้าเขาดูคงแก่เรียนไปหน่อย”

“ผมนึกว่าเขาอายุสี่สิบกว่าแล้วนะเนี่ย ผมหงอก หน้าก็เหี่ยว”

เครียดเรื่องงานแล้ว ถ้าต้องเครียดเรื่องหน้าแก่คงทำให้แก่ยิ่งขึ้นแน่เลยค่ะ