วันนี้ (13 มิถุนายน) ดร.อธิป อัศวานันท์ เลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ แสดงความเห็นกรณี พ.ร.บ.คอมฯกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคม โดยระบุว่า เป็นข่าวดีของประเทศ ที่รัฐบาลไทยในชุดปัจจุบัน ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ทางดิจิทัล เพื่อให้ประเทศได้มีโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐบาลได้มีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมมานานเป็นทศวรรษ และได้กำหนดเป็นแผนพัฒนาระดับชาติ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถพัฒนาจนแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้อย่างไม่มีความเสียเปรียบ
2 เดือนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบ แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบการตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างเป็นทางการ
และในปัจจุบัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กำลังพิจารณาร่างกฎหมายดิจิทัล 3 ฉบับ กล่าวคือ
1. (ร่าง) พ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
2. (ร่าง) พ.ร.บ. กสทช.,
3. (ร่าง) พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ เป็นอีกหนึ่งก้าวเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาล ที่จะพัฒนายุทธศาสตร์ทางดิจิทัลของประเทศไทยต่อไป แต่ที่จำเป็นต้องกล่าวถึงในบทความนี้ คือ (ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ที่จะมาทดแทน พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 เพราะจะเป็นการปลดล็อกปัญหาตัวฉกาจ ที่ทำให้ธุรกิจดิจิทัลต่างชาติ ไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย
พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ได้กำหนดไว้ว่า
“มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ …”
และ
“มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14”
ซึ่งหมายความว่า หาก Facebook หรือ YouTube ได้มีการจดจัดตั้งนิติบุคคลอยู่ในประเทศไทย ทุกครั้งที่มีผู้ใดที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของ FaceBook หรือ YouTube ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีความผิดตามมาตรา 14 เช่น ข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อมูลที่มีลักษณะอันลามก หรือทุกครั้งที่มีผู้ใดที่เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลที่มีความผิด ผ่านระบบระบบคอมพิวเตอร์ของ FaceBook หรือ YouTube ฯลฯ
Facebook และ YouTube จะต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ซึ่งมีโทษทางอาญา ที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ทุกครั้งที่มีการกระทำผิดโดยผู้ใช้ของ Facebook และ YouTube
ทั้งนี้ ต้องนับเป็นโทษจำคุกคดีละ 5 ปี ต่อทุกหนึ่งครั้งที่มีการกระทำผิด ผู้อ่านจึงสามารถคำนวนได้เลยว่า หากมีการบังคับใช้กฎหมายจริง ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คอมฯ 2550 Facebook และ YouTube มีความเสี่ยงที่จะต้องถูกดำเนินคดี โดยรวมโทษจำคุกแล้ว จะเป็นกี่สิบ กี่ร้อย หรือ กี่พันปี
อย่างไรก็ดี เนื่องจากความผิดตาม มาตรา 15 เป็นความผิดทางอาญา จึงต้องมีการพิสูจน์เจตนารมณ์ของผู้ให้บริการด้วย ซึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ได้กำหนดว่า ผู้ให้บริการ ต้อง “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” ให้มีการกระทำความผิด
การที่จะพิสูจน์ว่า ผู้ให้บริการ ได้หรือไม่ได้ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว โดยเป็นการที่ต้องไปวัดดวงพิสูจน์เอาเองในชั้นศาล ที่เริ่มต้นตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ต่อไป
มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 จึงเป็นปัญหาตัวฉกาจ ที่ทำให้ธุรกิจดิจิทัลต่างชาติ ไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ ที่ไม่สามารถประเมินได้ สำหรับ ธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่ไม่ต้องการที่จะต้องมาติดคุกในเมืองไทย
เพื่อแก้ไขปัญหาในกฎหมายฉบับเก่า ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ได้กำหนดเพิ่มเติมในมาตรา 15 ว่า
“ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”
จึงเป็นการกำหนดมาตรการช่วยเหลือธุรกิจดิติทัล โดยให้รัฐมนตรีออกประกาศที่ผู้ให้บริการเช่น Facebook และ YouTube ต้องปฏิบัติตาม เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ให้บริการ ได้หรือไม่ได้ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” โดยที่ไม่ต้องไปวัดดวงกันในชั้นศาลต่อไป
ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ เป็นไปตามแนวทางสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์” ที่ได้กำหนดใช้กัน ในนานาอารยประเทศ โดยเป็นรูปแบบของ Notice and Take Down และกำหนดเป็น Safe Harbor ให้กับผู้ให้บริการที่ไม่ได้มีเจตนา “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม”
การแก้ไขกฎหมายดังกว่าว จึงเป็นการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย โดยธุรกิจข้ามชาติสามารถวางใจได้ว่า ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ได้ถูกกำหนดตามแนวทางสากล และไม่ได้แตกต่างกับกฎหมายที่พวกเขาคุ้นเคยในนานาอารยประเทศ
จงอย่าเข้าใจผิด ใน ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 14 เช่นผู้ใช้งาน Facebook และ YouTube ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางดิจิทัลของรัฐบาลไทย กำลังเข้มข้นขึ้นทุกช่วงทุกขณะ และเป็นครั้งแรกในช่วงเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านกฎระเบียบและโครงสร้างของการกำกับดูแลรวมทั้งการสนับสนุน การพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ที่จะเป็นการฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการลงทุนในประเทศมาเกือบทศวรรษแล้ว

