หน้าแรก Uncategorized ธรรมชาติเผด็จ...

ธรรมชาติเผด็จการ ของเทคโนแครตไทย (2) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

13.06.16 | 15:20 น.

ยังมีเทคโนแครตอีกพวกหนึ่งซึ่งไม่ได้สนับสนุนเผด็จการไทยด้วยนิทานหลอกตัวเองแบบนั้น นั่นคือพวกหมอ ผมเห็นว่าหมอในสังคมไทยก็เป็นเทคโนแครตอีกประเภทหนึ่ง นอกจากมีความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแล้ว หมอยังทำให้คนอื่นในสังคมไทยเชื่อว่าจะบริหารความรู้เฉพาะทางนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้ ก็ต้องให้หมอด้วยกันเป็นผู้บริหาร ฉะนั้นตราบจนถึงทุกวันนี้ หมอจึงผูกขาดตำแหน่งบริหารระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขไว้ทั้งหมด (แม้ต้องสูญเสียตำแหน่ง รมต.ประจำกระทรวงไปแก่นักการเมืองก็ตาม) ซ้ำร้ายในระยะหลัง ยังขยายไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับ “สุขภาพ” ด้วย

นี่เป็นสิ่งที่ช่างตัดผมทำไม่ได้ ช่างตัดผมจึงไม่ใช่เทคโนแครต

เทคโนแครตกลุ่มนี้พยายามสถาปนา “รัฐเวชกรรม” ขึ้นในประเทศไทย หมายถึงรัฐที่ให้ความสำคัญแก่สุขภาพของประชาชนเป็นอันดับต้น แน่นอนเหนือสิทธิเสรีภาพ, เหนือประชาธิปไตย, เหนือการต่อรองในลักษณะใดๆ ทั้งสิ้น แต่สุขภาพมิได้มีความหมายเพียงร่างกายเท่านั้น เทคโนแครตกลุ่มนี้ตีความสุขภาพให้กว้างขวางขึ้นครอบคลุมร่างกาย, สังคม, จิตวิญญาณ, เศรษฐกิจ และการเมืองด้วย เรียกว่า “สุขภาวะ” เพราะทั้งหมดเหล่านี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหมด ดังนั้น “ช่างสุขภาพ” จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างที่รัฐสมัยใหม่พึงต้องทำ

(ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าสุขภาวะย่อมเชื่อมโยงมิติต่างๆ ของความเป็นมนุษย์ในสังคมไว้หมด แต่เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น ก็ได้เหมือนกัน เพราะเชื่อมโยงทุกมิติของชีวิตสัตว์สังคมเช่นกัน เป็นต้นว่าการศึกษา, วิทยาศาสตร์, การทหาร, การเมือง ฯลฯ แต่อย่าเรียกชื่อเดิมเท่านั้น ก็จะฟังดูน่าเชื่อถือ เช่นเรียกการศึกษาว่าการสิกขา, เรียกวิทยาศาสตร์ว่าสัจจศาสตร์, เรียกการทหารว่าความมั่นคง ฯลฯ เป็นต้น… หูของผมยังได้ยินเสียงเรียกร้อง “ความรู้ที่เป็นองค์รวม” อยู่นะครับ)

เทคโนแครตกลุ่มนี้เข้าใจดีว่าระบบราชการไทยนั้น แม้ไม่เป็นเอกภาพ แต่มีอำนาจมาก ฉะนั้นการแทรกเข้าไปบริหารหน่วยราชการที่มีอยู่ ถึงจะทำให้มีอำนาจขึ้น แต่ก็เป็นอำนาจจำกัดและมักถูกทำให้เป็นหมันเพราะหน่วยงานอื่นไม่เอาด้วย หรือผู้บริหารระดับสูงกว่าไม่เอาด้วย

Advertisement

วิธีเข้าถึงอำนาจที่ได้ผลกว่าก็คือการสร้างระบบราชการใหม่ (ในรูปคณะกรรมการสังกัดกระทรวงไปจนถึงองค์กรมหาชน) ขึ้นคู่ขนานกับระบบราชการ แต่สร้างให้มีเอกภาพ โดยมี “ช่างสุขภาพ” ในสาย “รัฐเวชกรรม” เข้าไปบริหารจัดการ (หลายครั้งอย่างข้ามกันไป ข้ามกันมา)

ความเป็นเอกภาพของระบบราชการคู่ขนานนี้ ทำให้หมอเข้าถึงอำนาจรัฐได้จริง เกิดเครือข่ายในภาคประชาสังคมกว้างขวางอย่างที่ระบบราชการปกติไม่เคยมี จึงสามารถเสนอกฎหมายใหม่ๆ ที่ผู้บริหารประเทศต้องยอมตาม, เสนอตั้งหน่วยงานที่มีงบประมาณอิสระจากการอนุมัติของราชการหรือนักการเมืองได้หลายหน่วยงาน บางหน่วยงานเช่น ส.ส.ส.มีเงินมากเสียจนขยายอิทธิพลของ “รัฐเวชกรรม” ไปดึงเอาเอ็นจีโอจำนวนมากเข้าไปอยู่ในเครือข่าย เพราะ ส.ส.ส.กลายเป็นแหล่งทุนรายใหญ่ (ถ้าไม่ที่สุด ก็เกือบที่สุด) ของเอ็นจีโอไทยไปแล้ว มีเงินสนับสนุนสื่อหลายชนิดให้เสนอแต่แง่ดีของ “รัฐเวชกรรม” และที่สุดยอดก็คือ เสนอให้ระบบราชการคู่ขนาน มีอำนาจเท่าหรือมากกว่าระบบราชการปกติ แต่ต้องไม่ถูกผนวกรวมเข้าไปในราชการปกติ

ส.ก.ว.ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของสภาวิจัยฯ, สปสช.ไม่ใช่หน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวง, ส.ส.ส.ไม่ขึ้นกับรัฐสภา, ไทยพีบีเอสไม่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ กสทช. ฯลฯ ระบบราชการคู่ขนานจึงลอยอยู่ต่างหาก ดูบริสุทธิ์จากความเฟะฟอนของระบบราชการปกติ และไม่เป็นเครื่องมือให้แก่นักการเมืองอันเป็นกลุ่มคนที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่แท้จริงแล้ว ระบบราชการคู่ขนานคือระบบราชการหลักของ “รัฐเวชกรรม” เลยทีเดียว

ผู้นำของ “รัฐเวชกรรม” เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจภายนอกระบบราชการคู่ขนานอย่างกว้างขวาง ทั้งทางแนวนอนและแนวตั้ง แต่ไม่ใช่ในลักษณะ “ฝากตัว” กับผู้มีอำนาจอย่างที่ระบบราชการปกติเคยทำ เพราะระบบราชการคู่ขนานมีเครือข่ายของตนเองเชื่อมลงไปถึงระดับ “รากหญ้า” (จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ “ดู” แล้วเหมือนจริง) ความเชื่อมโยงจึงเป็นลักษณะเครือข่ายพันธมิตร เพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นเรื่องๆ ไป

ด้วยเครือข่ายที่ทั้งกว้างและลึก กับการจัดองค์กรของระบบราชการคู่ขนานซึ่งก่อให้เกิดเอกภาพ ทำให้เทคโนแครตของรัฐเวชกรรมมีพลังในการต่อรองสูงกว่าเทคโนแครตประเภทอื่นอย่างเทียบกันไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่ระบบราชการปกติ, นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือนักการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจ เข้ามาแทรกแซงระบบราชการคู่ขนานของรัฐเวชกรรม เอ็นจีโอก็จะนำประชาชนในอุปถัมภ์ของตนเคลื่อนไหวต่อต้าน, สื่อในเครือข่ายรายงานข่าวและเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้าน แม้แต่หน่วยงานของระบบราชการคู่ขนานเอง บางครั้งก็ออกมาเคลื่อนไหวร่วมด้วย โดยมีเทคโนแครตที่สามารถแสดงตัวเลขสถิติ และการศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพของรัฐเวชกรรม และนโยบายสาธารณะที่ไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการปกติ และนักการเมืองให้ประชาชนได้เห็น ผ่านสื่อที่เป็นพันธมิตรของรัฐเวชกรรม

ระหว่างนกหวีดทองคำกับมติลับจากการประชุมที่สามพราน แม้แต่ทหารที่ยึดอำนาจบ้านเมืองจนได้อำนาจเด็ดขาดแล้ว ยังต้องเลือกสามพราน เพราะรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมทางการเมืองโดยสิ้นเชิง ย่อมต้องการเครือข่ายอันกว้างและลึกของรัฐเวชกรรม มากกว่านกหวีดทองคำ ซึ่งไม่มีเครือข่ายอื่นใดนอกจากในระบบราชการ

อย่างไรก็ตาม หากการเมืองไทยพัฒนาไปในทางการปกครองของเสียงส่วนใหญ่ ในระยะยาว ความมั่นคงแข็งแรงของรัฐเวชกรรมก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ แม้แต่ในช่วงที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับสมรรถภาพและความซื่อสัตย์สุจริตอย่างมากจากคนชั้นกลางในเมือง การต่อสู้ปกป้องมิให้ระบบราชการคู่ขนานของตนถูกแทรกแซง ยังต้องทำด้วยความยากลำบาก ถึงประสบความสำเร็จในที่สุด ก็ไม่แน่ว่ามาจากอำนาจต่อรองของรัฐเวชกรรมเองล้วนๆ หรือมาจากรัฐบาลนั้นๆ ถูกยึดอำนาจไปเสียก่อน

เทคโนแครต ไม่ว่าในสายอะไรย่อมเชื่อมั่นใน meritocracy ซึ่งผมขอแปลว่าคุณาธิปไตย หรือสมรรถนาธิปไตย ความรู้ความสามารถเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุด (และอาจเป็นเกณฑ์เดียว) ของการเข้าถึงอำนาจ ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ให้หลักประกันข้อนี้ไว้ แม้ว่าประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับคุณาธิปไตยเสมอไป แต่ก็เป็นไปได้มาก ที่หลายฝ่ายจะใช้ความไม่รู้รอบของประชาชนในการผลักดันนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทุกกลุ่ม หรือไม่เป็นประโยชน์ในระยะยาว

ตลาดเสรีของประชาธิปไตยบังคับให้เทคโนแครตต้องนำความคิดของตนออกวางตลาด แข่งขันกับความคิดของคนกลุ่มอื่น แต่เทคโนแครตก็รู้ดีว่า ตลาดของประชาธิปไตยไม่ใช่ตลาดที่เท่าเทียมกัน เทคโนแครตเป็นพ่อค้าที่มีแต่คุณภาพของสินค้าจะขาย ซึ่งอาจพ่ายแพ้แก่พ่อค้ากลุ่มอื่นที่ขายอย่างอื่นที่ประชาชนก็ต้องการไม่น้อยไปกว่า หรือมากกว่าคุณภาพของสินค้า ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว ประชาธิปไตยจึงไม่น่าไว้วางใจแก่เทคโนแครตในทุกสังคมและทุกสมัย

การขายสินค้าในตลาดเล็กๆ ของนายทหารเผด็จการจึงดูง่ายกว่าขายในตลาดมวลชนของประชาธิปไตย

ถึงที่สุดแล้ว ความฝันของเทคโนแครตในรัฐเวชกรรมก็ไม่ต่างจากเทคโนแครตสายเศรษฐกิจ คือต้องการการเมือง “นิ่ง” และเชื่อว่าการเมืองจะ “นิ่ง” ได้ก็เมื่ออยู่ภายใต้การนำของเผด็จการทหารเท่านั้น

แต่มีสิ่งที่เทคโนแครตทั้งสองประเภทควรสังวรไว้ก็คือ

1.เผด็จการทหารไทยจะไม่มีวันได้อำนาจไว้ค่อนข้างเด็ดขาดอย่างสฤษดิ์ ธนะรัชต์อีกแล้ว แม้ว่าสฤษดิ์ก็มีพันธมิตรในการยึดอำนาจเหมือนกัน แต่หากไม่นับสหรัฐแล้ว พันธมิตรทางการเมืองเหล่านั้นล้วนมีอำนาจต่อรองน้อยกว่ากองทัพ บางกลุ่มส่งเสริมให้กองทัพยึดอำนาจเพื่อป้องกันตนเองด้วยซ้ำ เมื่อนายทหารกลุ่มสฤษดิ์อยู่ในอำนาจนานเกินไป พันธมิตรของสฤษดิ์เองนั่นแหละ ที่ร่วมมือกับศัตรูในการโค่นล้มทายาทของระบอบสฤษดิ์ลงในเหตุการณ์ 14 ตุลา

เผด็จการทหารหลังจากนั้น ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรซึ่ง “เท่าเทียม” กับตน หรือเหนือกว่าตนทั้งสิ้น การเมืองของเผด็จการทหารจึงไม่ “นิ่ง” อีกต่อไป เพราะจำเป็นต้องประนีประนอมและประสานประโยชน์กันหลายฝ่าย คำแนะนำของเทคโนแครตก็เป็นคำแนะนำหนึ่งในกระแส “การเมือง” ที่ต้องเกี้ยเซี้ยกันหลายฝ่าย จะเห็นได้ว่าความมั่นคงด้านงบประมาณของหน่วยงานในรัฐเวชกรรมกำลังถูกคุกคามหนักเสียยิ่งกว่าสมัยที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีก แม้แต่สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เมื่อถูกทำให้เป็นโครงการประชารัฐ ก็หลุดจากการกำกับควบคุมของเทคโนแครตรัฐเวชกรรมไปโดยสิ้นเชิง

2.พันธมิตรของเทคโนแครตไทยล้วนเชื่อมโยงกันด้วยกระบวนการเครือข่าย (ผ่านอุดมการณ์, การสนับสนุนทุนดำเนินการ หรือบารมีส่วนตัวของ “ผู้ใหญ่” ก็ตาม) การหันไปร่วมมือกับเผด็จการทหารอย่างออกหน้าสั่นสะเทือนเครือข่ายหนักพอสมควร ความนับหน้าถือตาที่เทคโนแครต

บางคนเคยได้ลดลง บางเครือข่ายเห็นว่าขัดอุดมการณ์ของตน เช่นเอ็นจีโอหลายกลุ่มแยกตัวออกเพราะรับไม่ได้กับเผด็จการ หรือรับไม่ได้กับนโยบายเศรษฐกิจที่ลิดรอนสิทธิของประชาชน หรือรับไม่ได้กับนโยบายพลังงาน ฯลฯ ทุนที่เคยให้แก่บางองค์กรเครือข่ายของตน (เช่นสมาคมนักข่าว) ถูกตั้งคำถามจากคนที่อยู่นอกเครือข่ายอย่างโจ่งแจ้ง ความไร้สมรรถภาพของบางเครือข่ายถูกแฉให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น (เช่นองค์กรกระจายเสียงสาธารณะ)

ในระยะยาวแล้ว จะรักษาองค์กรเหล่านี้ไว้เป็นเครือข่ายของตนต่อไปได้นานเพียงใด ปราศจากเครือข่ายที่กว้างและลึก ยังมีอำนาจต่อรองอะไรเหลืออยู่อีกเล่า

3.ความไม่เป็น “ประชาธิปไตย” หรือความเป็นเผด็จการทหารของไทยในปัจจุบัน มีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าเผด็จการทหารทุกชุดที่ผ่านมา ประเทศไทยคงไม่มีทุนที่จะจ่ายไปได้อีกนานสักเท่าไร สักวันหนึ่งเราก็ต้องกลับมาสู่ระบบการเมืองที่เปิดให้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามาต่อรอง ท่านเทคโนแครตคิดจะอยู่ในสังคมอย่างนั้นอย่างไร ท่ามกลางความจดจำของคนจำนวนไม่น้อยว่า ท่านได้ทำอะไรมาแล้ว ทั้งก่อนและระหว่างที่ประเทศตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร จะต้องใช้เวลาและความสามารถสักเพียงไร จึงจะกู้ความน่าเชื่อถือของเทคโนแครตกลับคืนมาสู่สังคมไทยได้