หน้าแรก Uncategorized ต่างเดียวดายไ...

ต่างเดียวดายไปด้วยกัน โดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

13.06.16 | 14:15 น.

หนังสือเล่มหนึ่งของ Sherry Turkle มีชื่อว่า Alone Together หรือ “ต่างเดียวดายไปด้วยกัน” ความรู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยว แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คน หรืออยู่สองต่อสองกับคู่รัก ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราต่างเคยมีความรู้สึกแบบนี้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนว่าในทุกวันนี้เราจะได้ยินคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้น Alone Together พยายามแสดงให้เราเห็นว่าโลกเทคโนโลยีนั้นจะเปลี่ยนแปลงฐานความคิดเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ไปอย่างไร และการ “อยู่โดดเดี่ยว” แม้จะอยู่ “ด้วยกัน” นั้นเป็นปัญหาหรือไม่ ถ้าเป็น เราจะแก้ไขมันได้ไหม

ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยมีประเด็นหรือปัญหากับการที่เวลาเพื่อนหลายๆ คน มารวมตัวกัน แล้วต่างคนจะเล่นสมาร์ทโฟนบ้าง เล่นแท็บเล็ตบ้างจนไม่ได้คุยกันนัก-ผมไม่เคยเจอปัญหารุนแรงขนาดนั้น-เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ว่า สุดท้ายถ้าเราอยู่ในระยะประชิดจนหายใจแทบจะรดหน้ากัน ในที่สุดพวกเขาก็ต้องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลง แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเรา คุยกับเราอยู่ดี

แต่แล้วเทคโนโลยี Virtual Reality ก็มาถึง

หากพูดถึงเทคโนโลยี Virtual Reality เมื่อสักห้าปีก่อน เราคงนึกภาพอะไรไม่ออกนอกจากนึกถึงอุปกรณ์ในหนังไซไฟ มันดูเป็นอนาคตที่ไกลเหลือเกิน กว่าที่เราจะสามารถ “ดำดิ่ง” เข้าไปสู่โลกเสมือน ที่เหมือนจริงจนแทบแยกจากโลกจริงไม่ออกได้ อุปกรณ์ Virtual Reality รุ่นแรกๆ ก็ดูยิ่งใหญ่ เทอะทะ หนักศีรษะจนแทบมองไม่ออกว่ามันจะเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านคนทั่วไปอย่างถูกที่ถูกทางได้อย่างไร ถึงแม้จะเคยมีคำปรามาส และเคยประสบกับความล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง ใช้เวลามากไปสักหน่อย แต่ในที่สุด วันนี้ Virtual Reality ก็มาถึงแล้ว

วันนี้อุปกรณ์ Virtual Reality ประเภทสวมศีรษะมากมายวางตลาด และอีกไม่นานเจ้าแห่งวงการเกมอย่าง Sony Playstation ก็จะวางขายอุปกรณ์ของตัวเองเช่นกัน จากประสบการณ์ของคนที่ลองใช้อุปกรณ์พวกนี้ เขาบอกว่ามันเสมือนกับพาเราไปอยู่ในอีกโลกได้จริงๆ เหมือนกับการ “ถอดจิต” ของตัวเองไปอยู่ในที่แห่งอื่น

Advertisement

บทความหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บนเว็บไซต์ The Verge เขียนโดยคุณ Dieter Bohn เพื่อรีวิวอุปกรณ์ “กึ่ง Virtual Reality” รุ่น Avegant Glyph

ที่บอกว่าเป็น “กึ่ง Virtual Reality” เพราะอุปกรณ์นี้ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าไปอยู่” ในสภาพแวดล้อมจำลองที่สร้างขึ้นได้จริง แต่เมื่อสวมใส่ มันจะจำลองจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์มาอยู่ตรงหน้า ทำให้เหมือนได้เล่นเกมในสภาพ “เกือบสมจริง” ที่น่าสังเกตคือ ถึงแม้นี่จะเป็นเพียงการรีวิวอุปกรณ์แค่ “กึ่ง’ Virtual Reality” เท่านั้น แต่คุณ Dieter ก็รู้สึกราวกับได้ถอดจิตออกไปเลยทีเดียว เขาอธิบายไว้ว่า ระหว่างที่เล่นเกม Far Cry Primal (เป็นเกมแอ๊กชั่นมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เล่าเรื่องของนักล่าในยุคหิน) มีตอนที่เขาต้องไปคุยกับหัวหน้าเผ่าที่มีท่าทีดุดัน หัวหน้าเผ่ามอบยาอมฤตให้เขาดื่ม เขาก็ “คล้ายกับ” จะรู้สึกตัวว่าถึงกับต้องก้มหัวลง (ในชีวิตจริง) เพื่อดื่มยานั้นจริงๆ (ในเกม)

คุณ Dieter อธิบายว่า เมื่ออยู่ในเกมด้วยระดับความเข้มข้นขนาดนี้ไปนานๆ คุณจะรู้สึกประหลาด ความจริงกับเกมจะหลอมรวมกันจนคุณแทบแยกไม่ออกว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง และหากคุณนั่งลงข้างๆ คนที่สวมใส่อุปกรณ์ Virtual Reality ที่อยู่ในภาวะนี้ แล้วพยายามสื่อสารกับเขา จะคล้ายกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย

ร่างกายเขาอยู่ตรงนั้นก็จริง แต่ใจของเขาไปอยู่ที่อื่น-ในเกม เสียแล้ว

นี่เป็นสถานการณ์ที่เหมาะกับคำว่า Alone Together หรือ “ต่างเดียวดายไปพร้อมกัน” อย่างแท้จริง

ถึงแม้เทคโนโลยี Virtual Reality จะเริ่มต้นที่วงการเกม หรือวงการบันเทิงก่อน (ปัจจุบันมีหลายสตูดิโอฮอลลีวู้ดที่ต่างตระเตรียมภาพยนตร์แบบ Virtual Reality เพื่อออกสู่ตลาดแล้ว) แต่ก็มีผู้ที่มองเห็นว่ามันจะสามารถถูกปรับใช้กับวงการการศึกษา (เด็กอาจไม่ต้องเดินทางไปโรงเรียนเพื่อเสมือนว่าเรียนกับครู หรือกระทั่งว่าในโลกเสมือนอาจจำลองห้องทดลองให้เด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ใช้) วงการการแพทย์ (นักบำบัดจิตไม่ต้องเดินทางไปหลายที่ก็สามารถบำบัดผู้ป่วยได้ หรือฝึกแพทย์ผ่าตัดให้ตอบรับสถานการณ์จริงได้ดีขึ้นผ่านทางสภาพแวดล้อมเสมือนจริง) และวงการข่าว (มีข่าวที่จำลองเหตุการณ์จริงขึ้นมาในโลกเสมือนจริงเพื่อให้ผู้ชมรับรู้ถึงข่าวนั้นได้ดีขึ้น) ได้ด้วย

ลองจินตนาการถึงบ้านที่ผู้คนไม่ต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน ไปดูหนัง หรือไปเล่นกับเพื่อน-บ้านที่พ่อแม่ลูกนั่งอยู่ด้วยกัน พ่ออาจจะกำลังประชุมกับนักธุรกิจอีกซีกโลก แม่อาจเดินช้อปปิ้งในร้านขายของเสมือน ในขณะที่ลูกก็อยู่ในโลกของการเรียนพิเศษ

อยู่ด้วยกัน แต่ต่างคนต่างอยู่ในโลกเสมือนของตน

อาจเป็นภาพที่ดูน่ากลัวหากเราลองจินตนาการในวันนี้นะครับ-แต่ก็อาจไม่ต่างจากภาพครอบครัวที่เราเห็นว่าจ้องมือถืออยู่ในยุคปัจจุบันเสียเท่าไหร่-สิ่งที่ผมจะบอกคือ วันใดที่ Virtual Reality มาถึง และแพร่กระจายไปสู่ระดับผู้บริโภคทั่วไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นภาพแบบนี้แน่นอน และในวันนั้นเราคงเผชิญปัญหาใหม่ๆ ซึ่งอาจนำมาซึ่งมาตรการทางสังคมใหม่ๆ ขนบธรรมเนียมมารยาทใหม่ๆ รวมไปถึงการต่อต้านอย่างเดิม ในรูปแบบใหม่ ไม่รู้จบ