หน้าแรก Uncategorized ผู้ว่าฯ มหาสา...

ผู้ว่าฯ มหาสารคามตั้งเป้าคนลงประชามติร้อยละ80 ขู่ขรก.ไม่ไปใช้สิทธิ์ ไม่พิจารณาความดีความชอบ!

13.06.16 | 14:56 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ ที่ห้องประชุม 406 ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม พล.ต.สมชาย เพ็งกรูด รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เข้าประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ และผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อชี้แจงแนวทางการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อมูลและการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติ โดยมีนายโชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการให้การต้อนรับ

โดย นายกังวาน จันทร์หนองสรวง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคามมี 13 อำเภอ 133 ตำบล 1,994 หมู่บ้าน มีประชากร 964,126 คน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ 771,070 คน จำนวนหน่วยออกเสียงประชามติ 1,777 หน่วย กกต.มหาสารคาม ได้เพิ่มหน่วยรองรับการออกเสียงประชามติอีก 40 หน่วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้สิทธิ์ โดยเตรียมบุคลากรไว้ดำเนินการทั้งหมด 1,380 คน สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลร่างรัฐธรรมนูญ การประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ กกต.มหาสารคาม ได้ทำการอบรมวิทยากรระดับท้องถิ่นพร้อมกับแจกจ่ายเอกสารสรุปสาระร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ได้จัดอบรมเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยประจำชุมชนทั้ง 133 ตำบล เพื่อเชิญชวนและเผยแพร่ขั้นตอนการทำประชามติ รวมทั้งได้จัดรายการวิทยุ สวท.จังหวัดมหาสารคามทุกวันจันทร์ เผยแพร่ข้อมูลไปสู่ประชาชนด้วย

ขณะที่นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ตั้งเป้าหมายรณรงค์การออกเสียงประชามติของ จ.มหาสารคาม ต้องมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงร้อยละ 80 ส่วนข้าราชการต้องออกไปใช้สิทธิ์ให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ หากคนใดไม่ไปใช้สิทธิ์จะไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นที่สามารถชี้แจงเหตุผลได้

ด้าน พล.ต.สมชาย เพ็งกรูด รองแม่ทัพภาคที่ 2 มอบแนวทางการดำเนินงานโดยขอความร่วมมือทุกภาคส่วนสนับสนุนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ และการให้ความรู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในการดีมาก นอกจากนี้ยังกำชับการกำกับดูแลโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาลให้ประสบผลสำเร็จและมีความโปร่งใส รวมถึงติดตามการแก้ปัญหาจัดระเบียบที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น ปัญหารถสาธารณะ สถานบันเทิง และผู้มีอิทธิพล หากพบมีการกลับมากระทำความผิดอีก ก็ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์กับเรื่องดังกล่าวด้วย