ยูโร 2016 มีทีมเพิ่มขึ้นจากยูโรหลายครั้งหลัง จากเดิม 16 เป็น 24 ทีม ทำให้มูลค่าของการแข่งขันเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะแมตช์เตะเพิ่มขึ้นจาก 31 เป็น 51 แมตช์ บัตรเข้าชมเพิ่มจำนวนมากขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ รายได้จากสปอนเซอร์จากเดิมที่เคยได้ 300 ล้านยูโร(12,000 ล้านบาท) ในยูโร 2012 ที่ประเทศโปแลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พุ่งขึ้นเป็น 500 ล้านยูโร(20,000 ล้านบาท) ในครั้งนี้
ที่สำคัญเงินรางวัลของการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า!
เงินรางวัลของยูโรในหลายครั้งหลังเพิ่มขึ้นมาตลอด และครั้งนี้หยุดอยู่ที่ 301 ล้านยูโร(12,040 ล้านบาท)
โดย 24 ทีมที่เข้าร่วมเตะในยูโรหนนี้จะรับทรัพย์เข้ากระเป๋าแน่ๆ 8 ล้านยูโร(320 ล้านบาท) และจะมีรางวัลพิเศษในการลงเตะรอบแรก ถ้าชนะได้รับอีกแมตช์ละ 1 ล้านยูโร(40 ล้านบาท) เสมอได้รับ 5 แสนยูโร(20 ล้านบาท) และถ้าผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้จะได้รับเพิ่มทีมละ 1.5 ล้านยูโร(60 ล้านบาท) เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้รับ 2.5 ล้านยูโร(100 ล้านบาท) ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้อีก 4 ล้านยูโร(160 ล้านบาท) ทีมแชมป์จะได้ 8 ล้านยูโร(320 ล้านบาท) รองแชมป์ 5 ล้านยูโร(200 ล้านบาท)
เมื่อคำนวณแล้วทีมแชมป์ยูโรหนนี้มีโอกาสได้เงินรางวัลมากที่สุดรวม 27 ล้านยูโร(1,080 ล้านบาท) ถ้าสามารถเอาชนะในรอบแบ่งกลุ่มได้ทั้งหมด เทียบกับเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ได้ 23.5 ล้านยูโร(940 ล้านบาท) ส่วนรองแชมป์จะได้สูงสุด 24 ล้านยูโร(960 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับผลงานในรอบแบ่งกลุ่มเช่นกัน
เมื่อจับเอาค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดของยูโรและทัวร์นาเมนต์ของทวีปอื่นๆ มาเทียบกัน ยูโร 2016 มีมูลค่า 1.05 พันล้านยูโร หรือ 42,000 ล้านบาท ส่วนฟุตบอล โคปา อเมริกา เซนเตนาริโอ เวอร์ชั่นฉลอง 100 ปี ขายลิขสิทธิ์ทั่วโลกได้ 99.6 ล้านยูโร(3,984 ล้านบาท) ฟุตบอล เอเชี่ยนคัพ ขายลิขสิทธิ์ยาว 10 ปี ตั้งแต่ปี 2011-2020 มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(35,000 บาท) เฉลี่ยปีละ 3,500 ล้านบาทเท่านั้น น้อยกว่ายูโรแบบเทียบไม่ติด
กีย์ โลร็องต์ เอ็ปสไตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) ในแมตช์ชิงชนะเลิศ ยูโร 2016 จะมีผู้ชมทางโทรทัศน์ประมาณ 300 ล้านคน ส่วนซุปเปอร์โบว์ล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้ชม 110 ล้านคน
ยูโร 2016 เวอร์ชั่น 24 ทีม ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

