นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ว่าส่วนตัวเห็นว่าการออกกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่ประเทศใดออกก็ได้ อีกทั้งแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเขียนให้เหมือนกัน แต่ในโลกปัจจุบันที่การทำธุรกิจการค้าเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงกฎหมายลักษณะเดียวกันของประเทศที่ได้ออกกฎหมายแบบนี้มาก่อน อีกทั้งไทยเป็นประเทศเล็ก ควรดูทิศทางของประเทศที่มีการคุ้มครองประชาชนดีกว่าประเทศไทย ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองรัฐและคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกโจมตี หรือถูกใครมาทำความผิด เฉพาะอย่างยิ่งต้องดูด้วยว่าการออกกฎหมาย หากไปละเมิดสิทธิของประชาชนโดยกระบวนการที่ไม่เป็นนิติรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมี เพราะจะเป็นปัญหาได้
“กรณีแบบนี้ควรดูต่างประเทศที่เป็นนิติรัฐเข้มแข็งกว่าไทย ควรรอดูจนเขามีข้อสรุปและบทเรียนกันแล้ว เราจึงออกกฎหมาย ควรรอดูมาตรฐานที่เกิดขึ้นในยุโรปหรือสหรัฐแล้วมากำหนดเป็นมาตรฐานที่จะใช้ในบ้านเราว่าควรเป็นอย่างไร ” นายสมเกียรติกล่าว
นายสมเกียรติกล่าวว่า ส่วนตัวยังห่วงมาตรา 20(4) (มาตรา 20 วงเล็บ 4 ที่ว่าด้วยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ แม้ไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลทางคอมพิวเตอร์มีอำนาจสั่งระงับเผยแพร่หรือสั่งลบข้อมูลทันที ทำให้ถูกตั้งคำถามถึงที่มาของคณะกรรมการว่าจะมีความเป็นกลางในการทำหน้าที่เพียงใด และจะเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนหรือไม่ มาตรานี้เหมือนเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าปิดบล็อกเว็บไซต์ได้ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารตามรัฐธรรมนูญ การให้อำนาจเจ้าพนักงานปิดบล็อกเว็บไซต์ได้ โดยกฎหมายเขียนไว้แค่ว่ากฎหมายไม่ได้บอกว่าผิด
ดังนั้น การออกกฎหมายควรบัญญัติให้ชัดเจนไปเลยว่า เรื่องใดเป็นเรื่องที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทำแบบนี้จะได้มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลระดับหนึ่ง ไม่ใช่ให้ไปฝากไว้เป็นอำนาจศาลให้เป็นภาระที่ศาลที่ต้องวินิจฉัย
นายสมเกียรติกล่าวว่า การออกกฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องเป็นกฎหมายที่ต้องรักษาสมดุลของความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของระบบ เป็นการยากที่จะหาสมดุลที่พอเหมาะ ไปจนถึงต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศที่จะออกไป ที่ผ่านมาประวัติการใช้กฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ไม่เป็นที่ชื่นชอบชอบของต่างประเทศ ฉะนั้นการไปเพิ่มความเข้มงวดในกลไกการบังคับใช้กฎหมายเป็นความเสี่ยงทำให้ภาพลักษณะถดถอยลงไป
“อยากฝากให้ กมธ.และ สนช.ใช้ความระมัดระวังในการออกกฎหมายให้มากเป็นพิเศษหรืออยากให้ถอยไปตั้งหลักอย่าไปเสี่ยงที่จะไปบังคับที่เข้มงวดแล้วใช้กฎหมายอย่างผิดพลาด เพราะกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้ ถ้าออกมาในลักษณะกำกวมไม่ชัดเจนจะเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้ประชาชนที่บริสุทธิ์กลายเป็นคนผิดได้ “

