เมื่อเวลา 14.45 น.วันที่ 13 มิถุนายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ แถลงข่าวคดีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวกรวม 49 คน กล่าวหา นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พระเทพญาณมหามุนี หรือ นายไชยบูลย์ สุทธิผล หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย น.ส.ศรัณยา มานหมัด นางทองพิน กันล้อม และนางศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1-5 คดีร่วมกันฟอกเงิน
เรือโทสมนึก กล่าวว่า เวลา 14.00 น. วันนี้ พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำสำนวนการสอบสวนและเอกสารหลักฐาน 32 แฟ้ม 10,672 หน้า พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส.ศรัณยา ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 4 ในข้อหาร่วมกันสมคบการฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และสมควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 กับนางศศิธร ผู้ต้องหาที่ 5 ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร มาส่งให้นายภาณุพงษ์ โชติสิน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ
เรือโทสมนึก กล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ แจ้งว่านายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกควบคุมตามคำสั่งศาลในคดีแดงที่ อ. 706/2559 ส่วนน.ส.ศรัณยา และนางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 3-4 วันนี้เดินทางมาพบพนักงานอัยการและได้ปล่อยตัวไป โดยนัดมาฟังการสั่งคดี ในวันที่ 13 กรกฎาคม นี้ เวลา 10.00 น. ส่วนพระธัมมชโย และนางศศิธร ผู้ต้องหาที่ 2 และ 5 ถูกศาลอาญาออกหมายจับ พนักงานสอบสวนอ้างว่า เชื่อว่าคงได้ตัวมา จึงไม่ได้นำตัวมาพร้อมกับสำนวนและความเห็นสมควรฟ้องในวันนี้ เบื้องต้นพนักงานอัยการรับสำนวนไว้และนัดฟังคำสั่งในวันเดียวกัน
“เรื่องนี้ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ทราบถึงการส่งสำนวนคดีแล้ว มอบหมายให้ นายภาณุพงษ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เร่งดำเนินการ กำชับให้พนักงานอัยการทำงานโดยเร็ว โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยยึดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ” เรือโทสมนึก กล่าวและว่า คดีนี้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีคำสั่งตั้ง นายชาติพงษ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน มีนายนภดล บุญศร อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 และพนักงานอัยการอีก 3 คนเป็นคณะทำงานรวม 5 คน” เรือโทสมนึกกล่าว
ด้านนายชาติพงษ์ กล่าวว่า สำหรับมูลค่าทรัพย์สินคดีฟอกเงินนี้ยังไม่ทราบว่าแยกสำนวนในกลุ่มของวัดพระธรรมกายเป็นจำนวนเงินเท่าใด เพราะคดีนี้เป็นส่วนต่อเนื่องมาจากคดีลักทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท คดีหลักอัยการยื่นฟ้องนายศุภชัย ไปแล้ว โดยนายศุภชัยมีพฤติการณ์ลักเอาเงินจากสหกรณ์ออกมาแล้วไป แจกจ่ายให้บุคคลรวม 7 กลุ่ม และสำนวนคดีฟอกเงินวันนี้เป็น 1 ใน 7 คดีดังกล่าว การพิจารณาสำนวนอัยการต้องดูว่าพฤติการณ์เป็นการรับของโจร ฟอกเงินหรือรับไว้โดยอำพรางแหล่งที่มา เพื่อจะช่วยเหลือนายศุภชัยหรือปกปิดการกระทำหรือไม่
นายชาติพงษ์ กล่าวถึงการนัดผู้ต้องหามารับฟังการสั่งคดีในวันที่ 13 กรกฎาคม นี้ว่า คดีนี้มีผู้ต้องหา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ได้ตัวมาแล้ว ประกอบด้วย นายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ น.ส.ศรัณยา และนางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 3 และ 4 วันนี้ดีเอสไอนำตัวมาส่งให้อัยการด้วย ส่วนกลุ่มที่สอง ดีเอสไอยังไม่ได้ส่งตัวมา ประกอบด้วย พระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางศศิธร ผู้ต้องที่ 5 แต่มีหมายจับส่งมาให้อัยการ การส่งสำนวนจึงเป็นการส่งแบบไม่มีตัวผู้ต้องหา โดยมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง การมีหมายจับส่งมาให้แสดงให้เห็นว่ามีทางที่จะติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งสองนั้นมาได้ อัยการจึงรับสำนวนไว้ได้ ดังนั้นในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ อัยการจะมีความเห็นสั่งคดี ในส่วนของผู้ต้องหาทั้งหมดว่าจะต้องสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งฟ้องเลย หรือ สั่งไม่ฟ้อง ถ้าสั่งฟ้องในส่วนของผู้ต้องหาที่ได้ตัวมาแล้ว อัยการตะนัดให้มารายงานตัวและยื่นฟ้องศาลได้ทันที แต่ในส่วนของพระธัมมชโย และนางศศิธรที่ยังไม่ได้ตัว ถ้าเห็นว่าพอฟ้องได้อัยการจะมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องไว้ก่อน และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองตามขั้นตอน ส่วนคดีรับของโจรและฟอกเงินนั้นมีอายุความ 15 ปี โทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนพฤติการณ์รับของโจรและฟอกเงินนั้นจะเริ่มเมื่อใด ต้องดูข้อเท็จจริงจากวันและเวลาในการรับเช็คที่ได้มาจากการกระทำผิด อย่างไรก็ดีหากพระธัมมชโยหรือนางศศิธรจะยื่นร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการก็สามารถทำได้เพราะเป็นสิทธิของผู้ต้องหา
“วันที่ 13 กรกฎาคม นี้อัยการจะมีคำสั่งแน่นอนว่า จะสอบสวนเพิ่มเติมหรือสั่งฟ้อง ในส่วนผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ตัวมา ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ก็ยังยื่นฟ้องไม่ได้ ส่วนขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาและขั้นตอนการได้ตัวมาเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนดีเอสไอที่จะหาวิธีการนำตัวมาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา” นายชาติพงษ์กล่าว

