สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา (13 มิ.ย.)ปรับลดลงกว่า 132จุด และปิดลดลงติดต่อกัน 3 วันทำการแล้ว หลังนักลงทุนพากันเทขาย ก่อนที่จะทราบผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้(ตามเวลาในท้องถิ่น) รวมถึงความกังวลต่อผลการลงประชามติของอังกฤษเกี่ยวกับการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้
ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดที่ระดับ 17,732.48 จุด ลบ 132.86 จุด หรือ -0.74% ดัชนี แนสแดค ปิดที่ระดับ 4,848.44 จุด ลบ 46.11 จุด หรือ -0.94% และดัชนี เอสแอนด์พี 500 ปิดที่ระดับ 2,079.06 จุด ลบ 17.01 จุด หรือ -0.81%
ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก ส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 19 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 48.88 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการแก่อุตสาหกรรมน้ำมัน ออกมาเปิดเผยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่าการผลิตน้ำมันในสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 19 เซนต์ หรือ 0.4% ไปปิดตลาดที่ระดับ 50.35 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะที่ราคาทองคำที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก( COMEX)ส่งมอบเดือนส.ค.ปรับเพิ่มขึ้น 11 ดอลลาร์ หรือ 0.86% ปิดตลาดที่ระดับ 1,286.90 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้การลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการลงประชามติของชาวอังกฤษเพื่อตัดสินใจว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ในวันที่ 23 มิ.ย.นั้น ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้นักลงทุนเข้าซื้อซื้อทองคำเพิ่มขึ้น

