ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังได้รับการขับเคลื่อนจากพลังของคนรุ่นใหม่โดยแท้ สังคมไทยยุคปัจจุบันจึงมีเรื่องราวความสำเร็จในการประกอบอาชีพจากเจ้าของธุรกิจวัยเรียนจำนวนไม่น้อย
วลีพร เดี่ยววานิช (บ๊วย) บัณฑิตใหม่ วัย 21 ปี คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว (วิชาเอกการโรงแรม) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คือหนึ่งในนั้น ที่นำความรู้และประสบการณ์จากมหาวิทยาลัย และแรงบันดาลใจจากบ้านเกิดมาฉีกแนวการทำธุรกิจรีสอร์ตบนเกาะพะงัน จากฟุลมูนปาร์ตี้รีสอร์ตถอดรูปปรับโฉมและภาพลักษณ์ใหม่สู่รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ สามารถขยายฐานธุรกิจที่แตกต่างและใหญ่กว่าเดิม
บ๊วย เป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าของกิจการรีสอร์ตริมหาดแสนสวยบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เธอคุ้นเคยกับปาร์ตี้ใต้แสงจันทร์บนหาดทรายเนียนขาวละเอียดทอดยาวรอบอ่าวมาตั้งแต่เล็ก รับรู้มาตลอดในภาพลักษณ์ของเกาะพะงันว่าเป็นแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนภายใต้ธรรมชาติแสนงดงามที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องมาเยือน แต่ไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการโรงแรมและรีสอร์ตของครอบครัว เพราะฝันของเธอคือการเป็นแอร์โฮสเตส
“คุณแม่อยากให้เรียนการโรงแรม เพราะครอบครัวมีธุรกิจ แต่บ๊วยดื้อมากไม่ยอม คุณแม่จึงพามาดูหลักสูตรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพและบอกให้เราเรียนที่นี่เพราะมีให้เรียนอย่างที่บ๊วยและแม่ต้องการ มาดูสถานที่ตึกทัวริซึ่ม ใหญ่มาก ทันสมัยมาก บ๊วยก็ยอมเพราะที่คณะมีวิชาอินไฟลต์ให้เราได้ลงมือทำจริงๆ

พอมาเรียนก็ทำให้รู้ว่าความฝันของเราอาจจะเป็นแค่ฝันเพราะพอเรารู้รายละเอียดการทำงานแล้ว เราไม่ชอบ มันไม่ใช่ สิ่งที่เราเป็นหรืออยากทำจริงๆ มันเป็นฝันของวัยรุ่นเท่านั้น แต่วิชาการบริหารการจัดการการโรงแรมนี่มันใช่ บ๊วยต้องคิดใหม่ พอดีในช่วงนั้นธุรกิจรีสอร์ตที่พะงันเริ่มมีปัญหา ยอดจองลด คุณภาพการบริการอะไรต่างๆ แย่ลง ต้องมีการปรับปรุงในหลายๆ ด้าน บ๊วยก็อยากช่วยคุณแม่ ก็เลยได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ในการเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพไปทำให้รีสอร์ตของคุณแม่ให้ดีขึ้นมา”
บ๊วยบอกว่า เรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพสนุกมาก เพราะเรียนด้วยการลงมือทำในทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการโรงแรม หลักสูตรการเรียนการสอนเข้มข้นมาก แต่ก็มีเวลาให้นักศึกษาได้พัฒนาธุรกิจของตัวเอง ที่นี่เน้นการสอนให้ทุกคนใช้ความคิดที่แตกต่างออกไปในมุมของธุรกิจ ให้มองออกไปนอกกรอบการรับรู้เดิมๆ ให้ได้ ที่สำคัญอาจารย์จะทำหน้าที่เป็นโค้ชและให้คำปรึกษาทุกเรื่อง
“บ๊วยคิดว่าจะทำให้รีสอร์ตพะงันมันดีขึ้นมาได้ยังไง หากมองมุมใหม่ พะงันถูกรับรู้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวฟุลมูนปาร์ตี้ ซึ่งบางส่วนก็ทำให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดี เราเปลี่ยนใหม่ดีกว่า ไปทำอีกแบบที่รีสอร์ตบนเกาะพะงันไม่มีและยังไม่ทำกัน ก็เกิดแนวคิดว่าจะทำอีโครีสอร์ต คือเป็นรีสอร์ตที่รักษาความเป็นธรรมชาติที่เกาะพะงันมีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป เราศึกษาลูกค้า ก็พบว่าฝรั่งที่มาพักที่นี่ชอบการพักผ่อนสบายๆ มาพักยาวเป็นเดือนๆ ทำไมเราจะต้องขายแต่ปาร์ตี้ ไม่เอาแล้วเลิกทำปาร์ตี้ แต่มาเน้นกิจกรรมธรรมชาติแทน อย่างเช่น ออกเรือไปไดหมึกตอนกลางคืน ไปตกปลา ไปปีนผา เปิดศูนย์ฝึกโยคะ และมีกีฬาทางน้ำ

“เรียกว่ารีโนเวตใหม่หมดเลย ทั้งงานก่อสร้าง การออกแบบที่พักบังกะโล งานบริการ ระบบการจองที่ทันสมัย แรกๆ คุณแม่และญาติๆ ไม่เห็นด้วย แต่บ๊วยยืนยันความคิดอย่างที่เรียนมา ความแตกต่างจะทำให้เราโดดเด่น การแข่งขันทางธุรกิจจะน้อยลง เราจะทำงานได้ง่ายขึ้นในเส้นทางของเรา บ๊วยบินลงไปพะงันทุกสัปดาห์ ไปคุมงาน ดูแลเอง บ๊วยคิดแบบเจ้าของธุรกิจนะ คือ ทำงานเหนื่อยก็จริง มีความเสี่ยงเรื่องการลงทุนด้วย แต่เรามีความสุขกับงานของเรา เรามีความคิดอะไรเราใส่เข้าไปในงานบริการได้ทุกอย่าง อาจารย์ของบ๊วยก็แสนดี ให้คำปรึกษาได้ทั้งเรื่องอาหาร การบริการ พนักงานของเราทุกคนบ๊วยให้ฝึกฝนทักษะการบริการใหม่ ใช้ทุกสิ่งที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพนั่นละค่ะ โฉมใหม่ของรีสอร์ตในตอนนี้ ลูกค้าชอบมากค่ะ”
เป็นที่มาของ B52 Beach Resort ธุรกิจอีโครีสอร์ต บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บ๊วยเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า เพราะตอนนี้รีสอร์ตมียอดจองที่พักเต็มต่อเนื่องถึงสองปีแล้ว มีเงินหมุนเวียนในกิจการอย่างไม่ขัดสน สิ่งที่บ๊วยจะทำต่อไปหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพก็คือเรียนต่อปริญญาโท เธอมุ่งมั่นที่จะสั่งสมความรู้และประสบการณ์ใหม่กลับมาพัฒนาธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตแห่งใหม่บนเกาะพะงัน
“บ๊วยรักเกาะพะงัน อยากทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะอาด ธรรมชาติสวยๆ ของพะงันจะเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ดี โปรเจ็กต์ใหม่นี้บ๊วยทำเองทั้งหมด เรามองไปข้างหน้า ปีนี้พะงันจะมีสนามบินแล้ว เราอยากให้มีนักท่องเที่ยวคุณภาพมาเที่ยวเมืองไทย เราสามารถจับกลุ่มลูกค้าพรีเมียมได้มากขึ้น”
ปีหน้าโรงแรมใหม่จะเปิดตัวทันทีที่บ๊วยเรียนจบกลับมา

