ไทยกับกัมพูชามีบรรพชนร่วมกัน อยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง
เห็นได้จากกรุงศรีอยุธยาเป็นมรดกจากวัฒนธรรมกัมพูชา ผ่านรัฐละโว้ (ที่ลพบุรี) และไทยยกย่องวัฒนธรรมเขมรเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์จากบรรพชน เช่น
พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก่อนยุคอยุธยาจนถึงยุคแรกๆ ตรัสภาษาเขมรในชีวิตประจำวัน แต่เปลี่ยนเป็นภาษาไทยในสมัยหลัง แล้วยกภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์
คนไทยก่อนมีอักษรไทย ใช้อักษรเขมรเขียนภาษาไทย หลังมีอักษรไทยจึงยกอักษรเขมรเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ใช้ลงอาคมของขลัง ฯลฯ
แต่คนไทยกับคนกัมพูชายังดราม่าทางวัฒนธรรมสม่ำเสมอเมื่อมีเหตุจูงใจ และจะมีต่อไปอีกนานถ้ายังยึดประวัติศาสตร์แบบคลั่งชาติ
สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ตกค้างจากยุคอาณานิคม แล้วทุกฝ่ายไม่ยอมถอนตัวออกจากหลุมดำอำมหิตนั้น
อาเซียนต้องร่วมมือด้านสังคมวัฒนธรรมด้วย มิใช่มีด้านเดียวที่เศรษฐกิจ
แต่ทุกประเทศมุ่งด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แล้วปล่อยตามยถากรรมด้านสังคมวัฒนธรรม จึงมีประเด็นปะทะวิวาทบาดหมางกันทางโซเชียลและทางอื่นๆ อยู่เนืองๆ
ความขัดแย้งทางสังคมวัฒนธรรมจะลดลงหรือเลิกราไป ก็โดยร่วมกันชำระประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ให้พ้นจากการครอบงำของแนวคิดอาณานิคม
โดยเริ่มต้นที่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายแสนหลายหมื่นหลายพันปีมาแล้ว เป็นแผ่นดินเดียวกันตั้งแต่ภาคพื้นทวีปกับกลุ่มเกาะ และ เป็นคนเหมือนกัน แต่ยังไม่มีชื่อชาติพันธุ์ (หรือมีแล้วแต่ไม่มีหลักฐานจะรู้ได้) ยังไม่มีรัฐชาติ
แต่นับถือเหมือนกันในศาสนาผี และมีความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมจนปัจจุบัน เช่น กินข้าว, กินกับข้าวเน่าแล้วอร่อย, ขวัญ, อยู่เรือนเสาสูง, พิธีศพหลายวัน, พิธีเลี้ยงผีขอฝน ฯลฯ
รวมถึงร้องรำทำเพลง (นาฏศิลป์และดนตรี) โขนละคร เหมือนกันหมดทั้งอาเซียน (ต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย) เพราะเป็นวัฒนธรรมร่วม ไม่มีใครเป็นเจ้าของฝ่ายเดียวหรือพวกเดียว

