หน้าแรก Uncategorized ประชาธิปไตยใน...

ประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน จากต้นตอความขัดแย้งสู่เครื่องมือ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

14.06.16 | 13:05 น.

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรามักจะคุ้นชินกับการพยายามอธิบายว่า ประชาธิปไตยนั้นเป็นที่มาของความขัดแย้ง โดยเฉพาะจากบรรดาผู้ที่มีอำนาจและทรงอิทธิพลในบ้านในเมือง และยิ่งไปกว่านั้น เรามักจะพบกระบวนการมากมายภายใต้สิ่งที่ผู้มีอำนาจกำหนดว่า ในระยะ “เปลี่ยนผ่าน” นี้เอง ที่ประชาธิปไตยนั้นจำเป็นจะต้องถูกจำกัดเอาไว้

กล่าวง่ายๆ ว่า คำอธิบายเช่นนี้พยายามมองว่า ยิ่งต้องการให้สังคมปราศจากความขัดแย้งมากเท่าไหร่ ประชาธิปไตยนั้นจะต้องถูกจัดการ หรือถูกกำกับดูแลด้วยสถาบันนอกประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ยิ่งต้องการให้สังคม “สงบ” “สงบเรียบร้อย” หรือ “เดินหน้า” มากเท่าไหร่ ก็จะต้องห่างไกลประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น

เราจึงมักจะได้ยินคำอธิบายว่า ยิ่งเปิดให้มีเสรีภาพในช่วงนี้ ก็จะยิ่งสร้างความวุ่นวายและนำพาเอาสังคมกลับไปยืนในจุดที่เกิดความขัดแย้งเช่นในอดีตมากขึ้น และในอีกด้านหนึ่ง เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้น “ยั่งยืน” และ “กลับสู่สากล” ก็คือ การปฏิเสธประชาธิปไตยในวันนี้ เพื่อประชาธิปไตยที่ดีในวันข้างหน้า

กระบวนการปฏิเสธประชาธิปไตยในวันนี้ ยังรวมไปถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน การยังไม่ให้มีการเลือกตั้ง การตั้งกฎกติกาในการจำกัดอำนาจนักการเมืองและสร้างสรรค์สถาบันทางการเมืองอื่นๆ ขึ้นแทนที่ หรือให้มีอำนาจมากกว่า หรือนำมาตรวจสอบบรรดานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนการระบุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไว้ในยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ปลอดการแทรกแซงจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

ผมจะนำเสนอประเด็นใหม่ที่แตกต่างไปจากคำอธิบายในข้างต้นที่ผมเรียกว่าเป็นการมุ่งเน้น “การสร้างการเปลี่ยนผ่านก่อนการสร้างประชาธิปไตย” ซึ่งไม่ได้มีหลักประกันว่าจะทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพเสมอไป และไม่ได้หมายความว่าจะลดความขัดแย้งที่เป็นต้นตอของปัญหาการขาดเสถียรภาพและความขัดแย้งได้จริงๆ มาสู่การพยายามคิดว่าจะทำให้ประชาธิปไตยนั้น “เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง” ของการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไร และทำให้การเปลี่ยนผ่านนั้นนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน และสังคมที่สงบสุขได้อย่างไร

Advertisement

ทิศทางที่ผมพยายามอธิบายจึงเป็นเรื่องของการทำให้ประชาธิปไตยนั้นเป็นคุณต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่มอง หรือทำให้ประชาธิปไตยนั้นเป็นที่มาของความขัดแย้งดังที่เราถูกทำให้เข้าใจไม่เว้นแต่ละวัน

ผมจึงขอตั้งต้นว่า ในอดีตที่ผ่านมา ประชาธิปไตยนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความขัดแย้งให้กับสังคมได้ หรือกล่าวอีกอย่างว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้มีแต่ด้านบวกเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยนั้นก็มีด้านลบอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อประชาธิปที่ผ่านมาในอดีตนั้นไม่สามารถเป็นกลไกแก้ไขความขัดแย้งและนำไปสู่การตัดสินใจรวมหมู่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนทุกฝ่ายๆ ได้ ซึ่งความล้มเหลวของประชาธิปไตยในอดีตนั้นก็มีที่มาทั้งภายในตัวของประชาธิปไตยเอง

และพลังอำนาจนอกประชาธิปไตยที่ไม่ต้องการให้ประชาธิปไตยเป็นทางเลือกที่จะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขเช่นกัน

ในอดีตนั้น มีทั้งส่วนจริงและไม่จริงที่ประชาธิปไตยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเกิดความเชื่อมั่นร่วมกันว่าประชาธิปไตยนั้นควรจะเป็นกฎกติกาเดียวในสังคมที่ยึดถือร่วมกัน

แต่เราแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดในอดีตโดยผลักให้เลือกระหว่าง การส่งประชาธิปไตยไปพักร้อน รวมไปถึงการทำให้ประชาธิปไตยนั้นถูกกำกับโดยพลังนอกประชาธิปไตย ในทางหนึ่ง หรืออีกทางหนึ่งได้แก่ การยืนยันว่าประชาธิปไตยโดยเฉพาะการเลือกตั้งนั้นดีที่สุด เลวน้อยที่สุด หรือไม่มีหนทางอื่นที่ดีกว่านี้โดยปราศจากการพยายามแก้ไขปรับปรุงประชาธิปไตยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจนถึงจุดที่สามารถสร้างการยอมรับประชาธิปไตยจากผลงานเอง มากกว่าจากความเชื่อ (มั่น) ว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งดีที่สุด

คำถามที่เราควรจะตั้งก็คือ จะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยนั้นสามารถ “กำกับตนเองได้”

หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง ถ้าประชาธิปไตยนั้น คือการปกครองประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนแล้วไซร้ เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถกำกับตัวเอง หรือจำกัด และตรวจสอบอำนาจของพวกเขาเองได้ ผ่านทั้งเงื่อนไขทางสังคมวิทยา (เช่นมีความรู้ มีการศึกษา) ไปสู่เรื่องของเงื่อนไขทางสถาบัน (เช่น มีการออกแบบสถาบันต่างๆ ที่มีที่มายึดโยงกับประชาชนมาตรวจสอบ และร่วมมือกันทำงาน)

นั่นคือการย้ายคำอธิบายถกเถียงในทางสาธารณะออกจากปริมณฑลของการพูดกันในเรื่องคุณค่าจากความศรัทธาและความเชื่อเป็นตัวนำ มาสู่การพูดถึงคุณค่าจากประสิทธิภาพของตัวประชาธิปไตยเองผ่านการทำงานให้เป็นที่ยอมรับของแต่ละฝ่าย

ประเด็นท้าทายของการสถาปนาประชาธิปไตยให้ยั่งยืนและเป็นปึกแผ่นโดยทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมมันจึงเป็นเรื่องของการพยายามผลักดันการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองโดยไม่ปล่อยให้การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องของการใช้กำลังทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือเชื่อว่ามีแค่ทหารกับศาลก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างระยะเปลี่ยนผ่านได้ มาสู่การทำให้ประชาธิปไตยนั้นสามารถร่วมสร้างสรรค์ระยะเปลี่ยนผ่าน และเป็นคุณต่อการจัดการการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปด้วย

เราจึงควรจะตั้งคำถามร่วมกันว่าในการเปลี่ยนผ่านประเทศให้พ้นจากความขัดแย้ง ในความหมายที่ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้ หรือไม่อยากจะอยู่ร่วมกัน มาสู่คำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยสามารถสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของฝักฝ่าย หรือขั้วขัดแย้งทางการเมือง จะทำอย่างไรให้เกิดทางออกในการบริหารจัดการประเทศที่ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองนั้นทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะกันทางกายภาพและความรุนแรง

รวมกระทั่งถึงเงื่อนไขสำคัญของการทำให้ประชาธิปไตยนั้นสามารถนำมากำกับตรวจสอบการใช้อำนาจของชนชั้นนำในสังคมได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ประชาชนและตัวผู้มีอำนาจเองมีการศึกษาในเรื่องคุณค่าของประชาธิปไตย คุณค่าของการอยู่ร่วมกัน และคุณค่าของสิทธิมนุษยชนด้วย

ดังนั้นประชาธิปไตยจึงจะต้องเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ต้นเหตุและนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยที่ยั่งยืน ไม่ใช่เป็นสาเหตุของปัญหา

การจะทำให้ประชาธิปไตยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม จะต้องเข้าใจก่อนว่า การทำให้สังคมนั้นปราศจากความขัดแย้งเสียก่อนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่ายๆ ดังนั้นเราควรจะมีมุมมองว่าการที่เราอ้างอิงว่าสังคมปัจจุบันนี้ไร้ความขัดแย้งนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงโดยสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ใช่การโกหกเสียทั้งหมด

เราจึงต้องมอง “สังคมหลังความขัดแย้ง” ในฐานะสังคมที่ยังมีความขัดแย้งซ่อนตัวอยู่ และไม่นำมาอวดอ้างมาเป็นผลงานง่ายๆ ว่า การปิดปากทุกฝ่ายด้วยกำลังอาวุธนั้นคือความดีความชอบและเงื่อนไขความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจโดยการปราศจากประชาธิปไตย มาสู่เรื่องของการมองว่าสังคมหลังยุคความขัดแย้งที่ผ่านมานั้นมีบางส่วนของความขัดแย้งที่ถูกระงับลงไปจริงๆ และมีการยอมรับ (จะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม) ที่จะอยู่ร่วมกันหลายๆ ฝ่าย แต่รากเหง้าของปัญหาอาจจะไม่ได้หมดไป

หรือเราอาจจะเห็นว่ากลุ่มบางกลุ่มก็ยังอาจจะแสวงหาประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อผลักดันให้ฝ่ายตนได้ประโยชน์อยู่ได้

นอกจากนั้นแล้ว การระงับความขัดแย้งและสร้างเสริมความสงบสุข จะต้องถูกมองทั้งในแง่จากบนลงล่าง คือการกดเอาไว้ด้วยอำนาจที่ทุกฝ่ายยอมรับหรือไม่ (อาจ) ปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะด้วยกฎหมาย ข้อตกลง หรืออาวุธ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การะงับความขัดแย้งและสร้างเสริมความสงบสุขจะต้องมีมิติจากล่างสู่บน คือเสริมอำนาจให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการตัวเองและส่วนรวมของพวกเขาด้วย (ดังนั้นการระงับกลไกการปกครองท้องถิ่น หรือการจัดสรรทรัพยากรโดยชุมชน หรือไม่ฟังเสียงจากพวกเขา จึงไม่น่าจะใช่แนวทางที่นำไปสู่การสร้างเสริมความสงบสุขอย่างยั่งยืนไปได้

ในประการต่อมา การนำเอาประชาธิปไตยมาระงับข้อขัดแย้งและสร้างเสริมความสงบและสันติสุข แทนที่จะอ้างการใช้กำลังในการระงับข้อขัดแย้งและมองว่าประชาธิปไตยเป็นต้นเหตุทุกอย่างของปัญหา จะต้องพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือหรือหนทางที่จะทำให้เกิดการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน โดยทำให้ประชาธิปไตยสามารถทำให้เกิดตัวแทนที่มาร่วมกันตัดสินใจ แทนที่จะต้องมีต้นทุนผ่านการใช้กำลังเข่นฆ่ากันเพื่อให้เข้าสู่อำนาจ

การสร้างระบบตัวแทนนี้จะต้องมีกระบวนการที่แน่นอนและไม่นำไปสู่ความรุนแรง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ที่สำคัญที่ไม่ค่อยได้พูดกันก็คือการยอมรับผลของการตัดสินใจที่เราไม่ชอบให้ได้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าจะไม่มีฝ่ายเดียวที่ยึดกุมและผูกขาดชัยชนะไว้ได้ตลอดไป หรือพูดง่ายๆ ว่า เรายอมรับว่าเราไม่ชนะได้เพราะเราเชื่อว่าคราวหน้าเราก็มีโอกาสชนะบ้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่าเราอยู่ร่วมกันได้ในประชาธิปไตย ก็เพราะประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีกลไกในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเรา เพราะการมีกลไกการเคารพสิทธิในประชาธิปไตยจะให้หลักประกันว่าระบบดังกล่าวนั้นยั่งยืนได้ผ่านการยอมรับความเสมอภาค ขณะที่เผด็จการนั้นอาจจะยอมรับสิทธิเสรีภาพได้ แต่เพราะเขาเหนือกว่าเราจึงกรุณาต่อเรา และเขาอาจไม่กรุณาต่อเราได้ด้วยเงื่อนไขที่เขากำหนด ขณะที่ประชาธิปไตยนั้นการยอมรับสิทธิเสรีภาพของเรานั้นเกิดจากการที่อำนาจนั้นเป็นของหรือมีที่มาจากตัวเราต่างหาก

การปกป้องเสรีภาพของเราในประชาธิปไตยจึงมีมิติทั้งในแง่ของการปกป้องไม่ให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ และมีมิติของการส่งเสริมให้นำเอาเสรีภาพเหล่านั้นไปสร้างสรรค์นโยบาย ไปตัดสินใจ ไปเลือกผู้แทน และเป็นหลักประกันว่าเสียงที่แตกต่างจะถูกได้ยินและให้คุณค่าอย่างเท่าเทียม

ไม่ใช่แค่มองว่ารัฐนั้น “มีหน้าที่” ที่ต้องทำต่อประชาชน แต่มองว่า “มันเป็นสิทธิ” ของประชาชนที่รัฐจะปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งการมองเช่นนี้จะเป็นการมองว่าประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริงมากกว่า เพราะหากรัฐไม่ทำตามนั้นรัฐจะไม่ได้ผิดแค่เชิงศีลธรรม แต่รัฐผิดเพราะไม่ทำตามสิ่งที่เจ้าของอำนาจคือประชาชนต้องการ

การทำให้ประชาธิปไตยมันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนในระยะเปลี่ยนผ่านนั้น จึงเป็นทั้งเรื่องของการสร้างกติกาในการอยู่ร่วมกัน และเป็นเรื่องของการทำให้แต่ละฝักฝ่ายนั้นเคารพและยอมรับต่อกติกาเหล่านั้นด้วย ดังนั้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ก็ย่อมจะต้องมีการปรับปรุงหรือร่วมกันร่างกติกาสำคัญของประเทศนั่นก็คือการมีรัฐธรรมนูญที่ยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย

ประเด็นท้าทายก็คือ การร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นควรจะเป็นการร่างที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขประชาธิปไตย ไม่ใช่การร่างรัฐธรรมนูญก่อน แล้วมุ่งสู่ประชาธิปไตยภายหลัง ดังนั้นกระบวนการร่างจึงจะต้องมาจากการประนีประนอม แบ่งปันอำนาจกันผ่านการตกลงร่วมกันของฝักฝ่ายที่ขัดแย้ง ไม่ใช่แค่การรับฟังในขั้นตอนการร่างแบบเปิดให้ลงประชามติโดยห้ามการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นที่แตกต่าง หรือนำเสนอทางออกที่ดีกว่า

นอกจากนั้นแล้วในเนื้อหาสาระของการสร้างกติกานั้น สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพนั้นก็คือการมีการกำหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพให้แข็งแรง เพื่อไม่ทำให้การตัดสินใจในนามประชาธิปไตยไปละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ เพราะหลักสิทธิมนุษยนนั้นจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยอยู่รอดและมีคุณภาพ ไม่ใช่กฎหมู่ที่ไปจัดการศัตรูของตนเอง

การร่างกติกาที่จะทำให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของกลไกในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ ที่จะต้องมาจากการตรวจสอบซึ่งกันและกันของสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนหลากหลายมิติและรูปแบบ ไม่ใช่มองว่ามีสถาบันที่ตรวจสอบประชาชนโดยไม่ได้มีที่มาจากประชาชนมาตรวจสอบสถาบันที่มาจากประชาชน

นอกจากนั้นแล้วประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องแค่เสียงข้างมากชนะในการตัดสินใจ แต่ต้องหมายถึงรวมไปที่เรื่องของการทำให้เสียงข้างมากเป็นที่ยอมรับในการใช้อำนาจนั้น ซึ่งมีทั้งมิติเรื่องของการที่เสียงข้างมากต้องมีคุณภาพในตัวเอง และเสียงข้างน้อย (ที่อาจมีอำนาจมากกว่า) นั้นยอมรับได้ ดังนั้นการสร้างสรรค์สถาบันที่แบ่งปันอำนาจกันในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ ผ่านเงื่อนไขการอธิบายว่าต้องการให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขว่าเสียงข้างมากนั้นเป็นฝ่ายที่ผิด หรือเสียงข้างน้อยนั้นถูกกว่า หรือมีคุณภาพเหนือกว่า

ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ต้องการจะชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่เราจะสร้างประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ต้องรอให้มีการเปลี่ยนผ่านก่อนจึงจะมีประชาธิปไตยได้ และเราควรมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างประชาธิปไตยเสียแต่วันนี้ภายในกระบวนการร่างกติกาโดยคำนึงถึงการออกแบบทางสถาบันที่ดี ไม่ใช่แค่ประกาศให้ทุกฝ่ายยอมรับคุณค่าของประชาธิปไตยในแง่ของอุดมการณ์เฉยๆ (ว่าประชาธิปไตยมันดีในตัวเอง และไม่ต้องพัฒนามันต่อไป)