หน้าแรก Uncategorized ตำรวจกำสรวล (...

ตำรวจกำสรวล (2)โดย วสิษฐ เดชกุญชร

14.06.16 | 13:55 น.
แฟ้มภาพ

ผมนึกอยู่แล้วว่าตำรวจคงจะต้องกำสรวลต่อไปอีก และก็เป็นไปดังที่คาดจริงๆ

เมื่อบ่ายวันที่ 6 เดือนนี้ (มิถุนายน 2559) ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ ของกรมการปกครองและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนรวม 100 นาย เข้าตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของสถานบริการอาบอบนวด “นาตารี เอ็นเตอร์เทนเมนท์” ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนว่าสถานบริการดังกล่าวนำหญิงต่างด้าวอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าไปแอบแฝงค้าประเวณี

ปรากฏว่า นอกจากจะตรวจพบหญิงชาวเมียนมา 7 คน ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานบริการแห่งนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบและยึดเอกสาร ฉบับหนึ่งซึ่งแสดงหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่และหน่วยราชการ ตำรวจบางหน่วย เช่น ตำรวจสันติบาล ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว

หลังจากนั้นในการให้สัมภาษณ์ในวันที่ 8 เดือนเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า การที่กรมการปกครองเข้าไปจับกุมสถานบริการเช่นนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ แต่กลับเป็นประโยชน์ในการปราบปราม สถานบันเทิงในลักษณะนี้มากกว่า และตนเห็นว่าการที่สื่อนำเสนอข่าวนี้ก็จะไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วย

ในฐานะที่ผมเคยเป็นตำรวจและยังมีตำแหน่งเป็นนายตำรวจราชสำนักพิเศษอยู่ ผมขอบอกว่าผมรู้สึกขายหน้าอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผมเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำความเสียหายร้ายแรงให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและแก่ประเทศไทย หากตำรวจนครบาลทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด สม่ำเสมอ และสุจริต คงไม่มีสถานบริการใดๆ กล้าละเมิดกฎหมายด้วยการเปิดซ่องโสเภณี และค้ามนุษย์ไม่ว่าในรูปใดๆ ขึ้นในกรุงเทพมหานคร แต่เพราะตำรวจละเลย ไม่ตรวจตรา หรือรับ “ส่วย” หรือประโยชน์จากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย การค้าประเวณีและค้ามนุษย์จึงเกิดขึ้นได้อย่างโจ๋งครึ่ม จนร้อนถึงหน่วยราชการ อื่นต้องเข้าไปจับกุม การทำหน้าที่ของกรมการปกครองในกรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าตำรวจอย่างเปิดเผย

Advertisement

ขณะนี้ได้มีการย้ายข้าราชการตำรวจเจ้าของท้องที่ที่เกิดเหตุคือผู้กำกับการและรองผู้กำกับการสถานีตำรวจห้วยขวาง และผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ไป “ช่วยราชการ” ยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว และก็ย่อมต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความผิด แต่ที่ควรสังเกตก็คือ การสอบสวนก็จะกระทำโดยตำรวจด้วยกันนั้นเอง

สมมุติว่ามีการรับผลประโยชน์หรือ “ส่วย” จากสถานบริการที่ผิดกฎหมายจริงๆ และส่วยนั้นเป็นจำนวนเงินมหาศาล ย่อมเป็นไปได้ว่าผู้กระทำความผิดและรับส่วยอาจแบ่งผลประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้อื่น รวมทั้งผู้บังคับบัญชาบางคนด้วย ใครจะรับรองหรือประกันได้ว่ากรรมการที่ได้รับแต่งตั้งให้สอบสวนผู้กระทำผิดจะไม่มีผู้รับประโยชน์จากส่วยรวมอยู่ด้วย และการสอบสวนจะเป็นไปอย่างเป็นธรรมเพียงใด

การสอบสวนจะเป็นอย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมจริงๆ ก็ต่อเมื่อกรรมการสอบสวนไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจ และไม่ขึ้นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น

ในปี พ.ศ.2550 คณะรัฐมนตรีชุดที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่สภาหมดอายุลงเสียก่อน

ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันนำร่างกฎหมายนี้มาพิจารณาประกาศใช้ จะโดยผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรืออาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญก็ตาม เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้สอบสวนความผิดของตำรวจที่ประกันความบริสุทธิ์ยุติธรรม และประกันชื่อเสียงของตำรวจดีๆ ได้อย่างแน่นอน

จนกว่าจะถึงวันนั้น ตำรวจดีๆ ก็คงจะต้องก้มหน้ากำสรวลต่อไป

หน้า 16