เชื่อว่าแทบทุกคนในโลกนี้ต้องรู้จักมูฮัมหมัด อาลี ผู้เพิ่งล่วงลับและมีการทำพิธีฝังศพของเขาในวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ที่เมืองหลุยส์วิลล์ มลรัฐเคนตักกี้ บ้านเกิดของเขา ความจริงมูฮัมหมัด อาลี เป็นมากกว่านักมวยในตำนานที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นผู้ที่คนทั่วโลกรู้จักแม้ว่าเขาจะแขวนนวมเลิกชกมวยไปแล้วกว่า 3 ทศวรรษก็ตาม
สำหรับผู้เขียนเองถือว่าความยิ่งใหญ่ที่สุดของมูฮัมหมัด อาลี คือการต่อสู้ของเขากับรัฐบาลอเมริกันที่จะเกณฑ์เอาอาลีไปเป็นทหารใน พ.ศ.2509 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาส่งทหารเป็นจำนวนมากไปรบที่เวียดนาม โดยอาลีปฏิเสธที่จะเข้ารับการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลว่าเขานับถือศาสนาอิสลามและอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพดังนั้นเขาจึงเป็น “ผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรม” (conscientious objector) คือ บุคคลที่ใช้สิทธิคัดค้านการเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุแห่งเสรีภาพทางความคิด ความเชื่อทางศาสนาหรือมโนธรรม
ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2510 อาลีปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าจะไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ดังนั้นอีก 10 วันต่อมาเขาถูกดำเนินคดี ในข้อหาหลีกเลี่ยงทหาร ศาลขั้นต้นพิพากษาให้อาลีถูกจำคุก 5 ปี และปรับเป็นเงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ อาลียื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาสหรัฐทันที แต่ในระหว่างการอุทธรณ์อาลีถูกถอดออกตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทและไม่มีสิทธิขึ้นชกมวยซึ่งเป็นอาชีพของเขา ทำให้อาลีต้องติดหนี้สินเป็นเงินมหาศาล

การอุทธรณ์ของอาลีมาประสบความสำเร็จในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2514 ศาลฎีกาสหรัฐได้พิพากษายกฟ้องมูฮัมหมัด อาลี ด้วยคะแนนเสียง 8:0 นับว่าการต่อสู้ของมูฮัมหมัด อาลี เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้สหรัฐอเมริกายกเลิกการเกณฑ์ทหารอย่างเด็ดขาดและมีกำลังกองทัพจากกำลังพลอาสาสมัครล้วนๆ ใน พ.ศ.2515 เป็นต้นมาตามแบบประเทศศิวิไลซ์ทั้งหลายในโลกใบนี้นั่นเอง
นอกจากนี้ใน พ.ศ.2536 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNCHR) ได้มีมติรับรองว่า การคัดค้านการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรมเป็นการใช้เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนาโดยชอบ และเป็นไปตามสิทธิในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (The International Covenant on Civil and Political Rights Article 18) โดยขยายความไปว่า ผู้ที่เป็นทหารอยู่ก็สามารถจะเป็นผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรมก็ได้ ทั้งยังเรียกร้องและย้ำเตือนให้รัฐที่มีการเกณฑ์ทหารให้จัดระบบคัดกรองผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรมอย่างเป็นธรรม และจัดให้มีการทำงานอื่นเพื่อสังคมแทนการฝึกทหารสำหรับบุคคลเหล่านี้อีกด้วย
นับเป็นระยะเวลาร่วม 4 ปีที่อาลีอยู่ระหว่างอายุ 25-29 ปีไม่ได้ขึ้นเวทีชกมวยเลย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสุดในชีวิตนักมวยของเขาต้องสูญเสียไป แต่มูฮัมหมัด อาลี ก็สามารถขึ้นชกมวยช่วงชิงตำแหน่งแชมป์โลกได้อีกถึง 2 ครั้ง 2 คราจนกระทั่งเขาแขวนนวมไปเมื่ออายุ 39 ปี

ผู้คนมักกล่าวถึงสไตล์การชกมวยของมูฮัมหมัด อาลี ว่า “ล่องลอยเหมือนผีเสื้อ ต่อยเหมือนผึ้ง (Float like a butterfly, sting like a bee.)” สรุปสไตล์การชกมวยของอาลีก็คือการเต้นฟุตเวิร์กด้วยปลายเท้าอย่างคล่องแคล่วและยิงหมัดแย็บซ้ายที่รวดเร็วติดๆ กันและมักตามด้วยหมัดชุด อาลีสามารถชกได้จากทุกมุมและอาลีมีสายตาดีมากมักจะหลบหมัดแบบการเอนใบหน้าไปข้างหลังซึ่งตามหลักการเป็นการเสี่ยงมากสำหรับคู่ต่อสู้ที่เดินหน้าใช้หมัดชุดซึ่งทำให้นึกถึงนักชกในอดีตที่ริเริ่มใช้หมัดแย็บและเต้นฟุตเวิร์กเป็นรายแรกของโลกคือจิมมี่ไวลด์ นักชกแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท (112 ปอนด์) ชาวเวลส์สมัย พ.ศ.2450-2457 เป็นผู้ที่คิดสร้างหมัดแย็บขึ้นมาใช้ในการชกมวยเป็นครั้งแรก (ว่ากันว่าเขาคิดขึ้นมาจากการเล่นกับแมว) สไตล์การชกของเขาคือ เมื่อเผชิญคู่ต่อสู้ เขาจะตั้งการ์ดต่ำมาก (ระดับเอว) และบุกเข้าโจมตีคู่ต่อสู้จากทุกมุมที่ทำได้ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามชกเขาไม่ถูกเลย เขาจะใช้หมัดหน้าชกซ้ำติดๆ กันหลายครั้ง (หมัดแย็บ) โยกตัวเดินหน้า พร้อมกับหลบหมัดคู่ ต่อสู้ และเต้นด้วยปลายเท้า (ฟุตเวิร์ก) เข้าออกตลอดเวลา กล่าวว่านักมวยรุ่นหลังที่ชกสไตล์เดียวกับจิมมี่ไวลด์ ก็คือมูฮัมหมัด อาลี นั่นเอง

ชื่อเสียงของจิมมี ไวลด์ กลายเป็นตำนาน และก็ต้องนับว่าสไตล์การชกของเขาเป็นการปฏิวัติมวยสากลทีเดียว เพราะตั้งแต่มีการกำหนดกติกาของการชกมวยสากลอย่างเป็นทางการโดยใช้กฎกติกาของมาร์ควิสแห่งควีนสเบอรี (Marquess of Queensberry rules) ในปี พ.ศ.2409 ถือว่าเป็นกติกาสากล อันเป็นรากฐานแบ่งการแข่งขันชกมวยออกเป็นยก ยกละ 3 นาที และกำหนดรุ่นโดยใช้น้ำหนักของนักมวยเป็นเกณฑ์ แต่เดิมนั้น นักมวยทั้งสองฝ่ายจะคอยจดจ้องหาโอกาสหรือสืบเท้าเข้าแลกหมัดกัน นักมวยที่มีชื่อในยุคต้นๆ ของการแข่งขันตามกติกาสมัยใหม่ เช่น จอห์น ซุลลิแวน (john L Sullivan) หรือแจ๊ค จอห์นสัน (jack Johnson) เป็นต้น ล้วนชกด้วยสไตล์แบบนี้
จนกระทั่งมวยรุ่นต่อๆ มาเริ่มตั้งแต่จิมมี ไวลด์เป็นต้นมาก็หันมาใช้หมัดแย็บ และฟุตเวิร์กกันจนปัจจุบัน

