ศึกฟุตบอล ยูโร 2016 ครั้งนี้ดูจะไม่ค่อยถูกจริตสำหรับบรรดาแฟนบอลที่ชอบฟุตบอลสวยงาม ทำประตูกันถล่มทลาย เท่าไหร่นัก
เพราะหลังจากเปิดฉากมาได้ 10 เกม กลับมีการทำประตูกันเพียง 18 ลูก เฉลี่ยแล้วนัดละ 1.8 ประตูเท่านั้น
ทั้งๆ ที่มีการเพิ่มทีมมาเป็นจำนวน 24 ทีม มีบรรดาทีมเล็กๆ หรือทีมที่เพิ่งมายูโรเพียงครั้งแรกถึง 5 ทีม แต่กลับกลายเป็นว่าทีมเหล่านั้นไม่ได้เป็นรองคู่แข่งที่ต้องประมือสักนิด
เราได้เห็น แอลเบเนีย ที่เหลือ 10 คน แต่ไม่ได้เป็นรอง สวิตเซอร์แลนด์
ขณะที่ เวลส์ มาครั้งแรก แต่ทำให้สโลวาเกียพบกับความพ่ายแพ้ไปได้
หรือ ไอร์แลนด์เหนือ ที่ทำให้โปแลนด์ชนะแบบหืดขึ้นคอ
เห็นได้ชัดเลยว่าฟุตบอลยุโรปนั้น แต่ละชาติไม่มีความแตกต่างกันมากนัก และไม่ใช่จะสามารถเก็บชัยชนะได้ง่ายๆ
ส่วนหนึ่งคงต้องบอกว่าทีมที่เป็นรอง ก็เล่นแบบที่เป็นรองจริงจัง คือเอารถบัสมาจอดกันดื้อๆ ทำให้แต่ละทีมเจาะกันได้อย่างลำบาก
ดูอย่างเช่น รัสเซีย ที่ปล่อยให้ อังกฤษ เปิดเกมบุกใส่ตลอดทั้งเกม จนโดนนำถึงจะมาบอมบ์เข้าใส่บ้าง
หรือเกมระหว่าง “กระทิงดุ” สเปน ที่กว่าจะเจาะรถบัสของ เช็ก เข้า ต้องรอจนเกือบหมดเวลา
แต่ก็ใช่ว่าทีมที่เป็นรองกว่าจะเน้นเกมรับอย่างเดียวเหมือนกัน
เพราะในค่ำคืนเดียวกัน ก็ได้เห็นทีมที่เป็นต้นตำรับเกมรับ อย่าง อิตาลี ฟื้นคืนตำรา คาเตนัคโช่ กลับมาให้แฟนบอลได้ตื่นเต้นอีกครั้ง
เล่นเอาซะทีมเบอร์ 1 ของโลกในเวลานี้อย่าง เบลเยียม ไปไหนไม่เป็น
อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือแต่ละเกมจะมีผลแพ้ชนะที่ไม่ห่างเกิน 2 ประตู ซึ่งเกมไหนที่มีผลแพ้ชนะมากกว่า 2 ลูก ก็มักจะเป็นเกมที่ทีมนำ นำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาได้ประตูย้ำชัยในช่วงนาทีสุดท้ายทั้งสิ้น
นอกจากนี้ผ่านมาหลายเกมแล้ว ยังไม่เห็นทีมใดที่สามารถโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น จนถึงขั้นยกว่าเป็นเต็งแชมป์ได้เลย
ฝรั่งเศส ก็ดูเหนื่อยกว่าจะได้ 3 คะแนน, เยอรมนี ก็ไม่ได้โชว์ความเป็นแชมป์โลกออกมา หรือ สเปน เองก็ดูมีปัญหากับกองหน้า
ดูท่าแล้วคงต้องรอถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย อะไรน่าจะชัดเจนขึ้น
ว่าใครที่จะมีโอกาสเป็นแชมป์หนนี้

