นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงผลการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ว่า ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนแปลงกติกาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนยูเอสโอ) สำหรับผู้ประกอบการทุกรายในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จากเดิมที่จัดเก็บเงินในอัตรา 2% จากรายได้รวมต่อปี เท่ากันทุกราย เป็น ผู้มีรายได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท จัดเก็บ 0.5% จากรายได้รวมต่อปี, ผู้มีรายได้ 5-50 ล้านบาท จัดเก็บ 0.75% จากรายได้รวมต่อปี, ผู้มีรายได้ 50-500 ล้านบาท จัดเก็บ 1% จากรายได้รวมต่อปี, ผู้มีรายได้ 500-1,000 ล้านบาท จัดเก็บ 1.75% จากรายได้รวมต่อปี และ ผู้มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท จัดเก็บ 2% จากรายได้รวมต่อปี โดยนอกจากนี้บอร์ด กสทช. ยังมีมติให้บริษัท อ๊อบเทนเม้นต์ จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคาการดำเนินการออกสื่อประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อกไปเป็นทีวีดิจิตอล เนื่องจากบริษัทดังกล่าว เสนอราคาต่ำสุดคือ 53.56 ล้านบาท จากราคากลาง 63 ล้านบาท
นายฐากรกล่าวว่า ในส่วนการกระบวนการ ขั้นตอน และการดำเนินโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล หรือการแจกคูปองทีวีดิจิตอลมูลค่า 690 บาท สำหรับครัวเรือนที่ได้รับสิทธิเพิ่มเติม หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติในหลักการให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแจกคูปองเพิ่มเติมให้แก่ 4 กลุ่ม จำนวนราว 5.1 ล้านครัวเรือน ได้แก่ 1.ครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับคูปองรอบแรกจากไปรษณีย์ 2.ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้านและเจ้าบ้านขึ้นภายหลังวันที่ 16 กันยายน 2557 3.ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้านมีผู้อาศัยแต่ไม่มีเจ้าบ้าน และ 4.มีทะเบียนบ้านชั่วคราวและมีเจ้าบ้าน ที่จะมีการเปลี่ยนวิธีใช้สิทธิจากการนำส่งคูปองไปให้ประชาชน เป็น การแจ้งสิทธิให้ประชาชนทราบ โดยให้ประชาชนใช้สิทธิผ่านบัตรประชาชนแบบอเนกประสงค์ (สมาร์9การ์ด) ที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ทั้งนี้ บอร์ด กสทช.ได้มีมติให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) นำกลับไปพิจารณาใหม่เพื่อความรอบคอบในหลักการ และให้สิทธิ กสท. สามารถสั่งดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำกลับมาเข้าบอร์ด กสทช.
“การเปลี่ยนแปลงวิธีการแจกคูปอง ที่มาจากแนวคิดสำนักงาน กสทช. ส่วนตัวเห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่มาจากการแจกคูปองในรอบที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่คูปองไม่ถึงมือประชาชน อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ด้วย เช่น การไม่ต้องเสียค่าพิมพ์คูปองในราคา 3 บาท หรือการลดค่าส่งไปรษณีย์จาก 10 บาท จะเหลือ 1 บาท” นายฐากรกล่าว

