หน้าแรก Uncategorized ‘ศักดิ์...

‘ศักดิ์ชัย กาย’ไฮโซดัง ชวดมรดก300ล้าน ศาลฎีกาชี้พิรุธ พินัยกรรมอดีตทูตเป็นโมฆะ

15.06.16 | 18:15 น.
นายศักดิ์ชัย กาย

เมื่อวันที่15 มิถุนายน ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ 2942/2550 ที่ นายธีรวัต ณ ป้อมเพชร อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายศักดิ์ชัย กาย ไฮโซชื่อดัง และบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ลิปส์ เป็นจำเลย เรื่องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนพินัยกรรมมูลค่า 300 ล้านบาท ที่นายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร ยกให้แก่จำเลย ซึ่งได้ไปโดยมิชอบ

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548 นายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร บิดาโจทก์ เป็นอดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศ ขณะที่จำเลยกับพวกร่วมกันทําหนังสือฉบับหนึ่งอ้างว่า เป็นพินัยกรรมที่ นายวิวรรธน์ มีคำสั่งให้ยกเลิกพินัยกรรมฉบับเดิมที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ และต้องทำพินัยกรรมฉบับใหม่ เพื่อต้องการยกทรัพย์สิน เป็นที่ดิน 3 ไร่ ย่านยานนาวา กทม.พร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดเลขที่ 3 จี คอนโดมิเนียมการ์เด้น คลิฟ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ให้แก่จำเลย

ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2549 นายวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ พยานผู้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม มีหนังสือถึงโจทก์ให้ดำเนินการขอรับพินัยกรรมจากสำนักงานเขตราชเทวี เพื่อดำเนินการตามข้อกำหนดในพินัยกรรม ทั้งที่โจทก์และทายาท รวมทั้งญาติพี่น้องของนายวิวรรธน์ ไม่มีใครทราบมาก่อนว่า นายวิวรรธน์ ทําพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้น และไม่มีใครรู้จักนายสุทิน โชติสิงห์ น.ส.ศจีมาศ อภิชโยดม นายวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ ที่ลงชื่อเป็นพยาน และผู้พิมพ์มาก่อน ตลอดจนสำนักงานกฎหมายธรรมนิติ ทั้งที่พินัยกรรมฉบับนี้ไม่ใช่พินัยกรรมลับ เพราะนายวิวรรธน์มิได้ผนึกซองพินัยกรรมและลงลายมือชื่อด้วยตัวเอง แล้วนำซองพินัยกรรมไปแสดงต่อผู้อำนวยการเขตราชเทวี หรือผู้กระทําการแทน

นอกจากนี้ ในพินัยกรรมดังกล่าว ไม่มีแพทย์รับรองว่านายวิวรรธน์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ขณะทําพินัยกรรม ทั้งลักษณะลายมือชื่อของนายวิวรรธน์ในพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือที่แท้จริง โจทก์เชื่อว่านายวิวรรธน์ไม่มีเจตนาอันที่จะยกทรัพย์มรดกให้จำเลย พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นพินัยกรรมปลอม ไม่มีผลตามกฎหมายการ ถือเป็นโมฆะ

การกระทําของจำเลยซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติ หรือครอบครัวกับนายวิวรรธน์ หรือตระกูล ณ ป้อมเพชร ทําให้โจทก์กับทายาทได้รับความเสียหาย ไม่สามารถดำเนินการรับทรัพย์มรดกของนายวิวรรธน์ ที่แบ่งให้กับทายาทคนอื่นได้ โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งทําลายพินัยกรรมปลอมฉบับดังกล่าวด้วย

Advertisement

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายแล้วฟังได้ว่า พินัยกรรมฉบับที่นายวิวรรธน์ทำขึ้นเป็นเอกสารลับนั้น เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง

ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า พินัยกรรมของนายวิวรรธน์ ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2548 นั้น เป็นโมฆะ จำเลยยื่นฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พินัยกรรมที่ทำขึ้นมีพิรุธ ได้ความจากนายวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด พยานจำเลยว่า ปกติในการทำพินัยกรรมจะมีการบันทึกวีดิทัศน์และถ่ายรูปขณะทำพินัยกรรมไว้ แต่ในขณะที่นายวิวรรธน์ทำพินัยกรรมไม่ได้มีการบันทึกวีดิทัศน์หรือถ่ายรูปไว้ ทั้งที่พยานสามารถเตรียมการให้มีการบันทึกวีดิทัศน์และถ่ายรูปไว้ แต่กลับไม่ดำเนินการว่าในวันที่ 21 ธันวาคม 2548 ได้มีการทำพินัยกรรมจริงหรือไม่ และลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมยังไม่อาจชี้ชัดว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ตายหรือไม่ เมื่อพิจารณาเอกสารอื่นๆ ที่ผู้เสียชีวิตเคยลงชื่อไว้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่มีการทำพินัยกรรมลายมือชื่อมีลักษณะปรากฏเพียงส่วนชื่อและชื่อสกุล ของนายวิวรรธน์เขียนสั้นไม่ยาวนัก

แต่ปรากฏว่าการลงลายมือชื่อในพินัยกรรมและลายมือชื่อหลังซองบรรจุพินัยกรรม กลับเป็นลายมือชื่อที่เขียนทั้งชื่อและชื่อสกุลที่มีความยาวมากกว่าปกติ ตามชื่อและชื่อสกุลว่า “วิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร” ซึ่งแตกต่างออกไป สิ่งเหล่านี้นับเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม เป็นของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน