ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2016” ผ่านพ้นเกมเตะนัดแรกของ 6 กลุ่มไปแล้วรวม 12 นัด ทุกทีมยิงประตูรวมกันได้ 22 ประตู ซึ่งเฉลี่ยยิงประตูกันนัดละ 1.83 ประตูต่อ 1 แมตช์ โดยยังไม่มีทีมใดที่ชนะเกิน 3 ประตูขึ้นไป และยังไม่มีการเสมอกันแบบไร้สกอร์ 0-0
แตกต่างจากยูโรครั้งก่อน โดยในนัดแรก รวม 8 นัด ยิงประตูรวมกันถึง 20 ประตู เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 ประตูต่อ 1 แมตช์ ทั้งที่มีทีมเข้าร่วมแข่งขันเพียง 16 ทีม ไม่เหมือนยูโรครั้งนี้ที่เพิ่มทีมเป็น 24 ทีม ทำให้มีทีมรองบ่อนสดแทรกเข้ามาในรอบสุดท้าย และน่าจะทำให้มีการยิงประตูกันเพิ่มมากขึ้น
ชาติยักษ์ใหญ่อย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี และ “อัซซูรี่” อิตาลี ประเดิมชัยเหนือคู่แข่งด้วยสกอร์ขาด 2-0 แต่กว่าจะยิงเม็ดสองได้เรียกว่าต้องรอกันจนถึงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเลยทีเดียว ขณะที่ทีมเล็กอย่าง ฮังการี ชนะ 2-0 คว้าแต้มในรอบ 44 ปี และ ไอซ์แลนด์ คว้า 1 แต้มแรกในประวัติศาสตร์ของศึกยุโรป
นั่นแสดงให้เห็นว่าฟุตบอลยุโรปมีการยกระดับมาตรฐานขึ้นมาใกล้เคียงกันมากยิ่งขึ้น แต่ละทีมต่างรู้สไตล์การเล่น รู้ทันแทคติคกันและกัน ทำให้ในทัวร์นาเมนต์สำคัญทีมใหญ่จะไล่ต้อนทีมเล็กไม่ได้ง่ายอย่างที่ผ่านมา
รูปแบบเกมที่ทีมใหญ่เจอทีมเล็กนั้น จะเป็นในลักษณะที่ทีมใหญ่พับสนามบุก ขณะที่ทีมรองจะตั้งเกมรับให้เหนียวแน่น และรอหาจังหวะโต้กลับเร็วขึ้นมาพังประตู ทำให้การเปิดเกมแลกกัน และพังประตูกันเป็นกอบกำคงไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักในศึกยูโรหนนี้
นี่คือสไตล์ของฟุตบอลยุโรปอย่างแท้จริง และเราจะไม่เห็นการต่อบอลอันสวยงามสไตล์นักเตะอเมริกาใต้ ซึ่งมาค้าแข้งกับสโมสรต่างๆ ในลีกยุโรปที่ช่วยทำให้เห็นการเล่นฟุตบอลตื่นเต้นเร้าใจ และยิงประตูกันมากมาย
ช่วงเวลาเดียวกันนี้มีศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอเมริกาใต้ ครบรอบ 100 ปี “โคปา อเมริกา เซนเตนาริโอ้ 2016” โดยหลังเตะจบรอบแรก 24 แมตช์ ยิงประตูรวมกันถึง 69 ประตู เฉลี่ยตกแมตช์ละ 2.875 ประตู ซึ่งค่าเฉลี่ยมากกว่าศึกยูโร 2 ครั้งก่อนหน้านี้!
แม้ในยูโร 2016 จะยิงประตูกันน้อย และยิ่งถ้าเข้าถึงรอบลึกๆ ยิ่งแทบจะไม่ยิงประตูกันเลย จนต้องยื้อจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ และยิงจุดโทษตัดสินหาทีมชนะ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสไตล์ของฟุตบอลยุโรปที่อาจจะยิงกันน้อย แต่มีสเน่ห์ชวนให้ติดตามตลอดทั้งเกม และอาจเป็นเหมือนละครที่เหย้ายวลให้ต้องดูจนถึงตอนจบ
เพราะฉากสุดท้ายอาจจะหักมุมอย่างที่ไม่ใครคาดคิดก็เป็นได้…

