วันที่ 16 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี นายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ส.ป.ก.กาญจนบุรี เข้าแจ้งความดำเนินคดีวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่า วัดดังกล่าวมีการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 931-0-83 ไร่ และภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ไทรโยค ได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวอย่างละเอียด พบว่า พื้นที่ภายในบริเวณวัดที่อยู่ในเขตกำแพงวัดล้อมรอบ มีผู้บุกรุกเพิ่มอีก 1 ราย คือ นายอนันต์ ทรัพย์สถิตกุล พื้นที่ที่ถูกบุกรุกมีเนื้อที่ จำนวน 40-3-90 ไร่ โดยผู้บุกรุกให้ นางต้อย จูสวัสดิ์ เช่าต่อเพื่อปลูกมันสำปะหลัง ส.ป.ก.จึงนำป้ายประกาศสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ไปติดตั้งเพื่อแสดงให้รู้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก.ก่อนที่จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้กระทำผิดในภายหลัง
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา นายวัชรินทร์ พร้อมด้วยนางรจนพรรณ ณรงค์อินทร์ นิติกร ส.ป.ก.กาญจนบุรี ได้นำเอกสารและหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ รวมทั้งหลักฐานพิกัดที่ตั้งของที่ดินจำนวนดังกล่าว เข้าพบ ร.ต.อ.กสานต์ พารา รอง สว. (สอบสวน) สภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ตามที่ได้นัดหมายเอาไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ นายอนันต์ ผู้บุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 40-3-90 ไร่ ที่อยู่ในบริเวณรั้วของวัดป่าหลวงตาบัวฯ
โดยระหว่างการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค นายวัชรินทร์ ได้นำคณะสื่อมวลชนลงดูพื้นที่ที่ถูกบุกรุก จำนวน 40-3-90 ไร่ แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถเข้าไปภายในได้ เนื่องจากไม่ทราบว่ากลุ่มบุคคลใด นำเสาปูน ความยาวประมาณ 1.20 เมตร จำนวน 45 ต้น มาวางขวางถนนบริเวณริมถนนด้านหน้าซุ้มหัวเสือ จึงถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้หนึ่งผู้ใด เนื่องจากจะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้เป็นที่แน่ชัดว่ากลุ่มบุคคลใดเป็นผู้กระทำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ต่างกรรมกับคดีการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ของวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน

จากนั้นได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ที่ถูก นายอนันต์ บุกรุก โดยพบว่ามีการปลูกมันสำปะหลังไว้เต็มพื้นที่ ส่วนรั้วที่สร้างด้วยเสาปูนขึงลวดหนามถูกตัดหักโค่นทำลายเสียหายทั้งหมด ระหว่างนั้น นายไพศาล ปิ่นวน อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ได้เดินทางมาพบคณะเจ้าหน้าที่ พร้อมกับให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า บ้านของตนตั้งอยู่ริมถนนก่อนถึงทางเข้าวัดป่าหลวงตาบัวฯ ไม่มากนัก โดยที่ดินเป็นของ ส.ป.ก.ที่ตนได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาประมาณ พ.ศ.2556 ทางวัดป่าหลวงตาบัวฯ ได้สั่งให้ตนรื้อบ้านออก โดยบอกว่าทางวัดจะเอาที่ดิน แต่ตนไม่ยอม ทางวัดจึงดำเนินการฟ้องขับไล่ให้ตนย้ายออกไป ซึ่งขณะนั้นศาลชั้นต้นตัดสินว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์ ตนจึงอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยกฟ้อง เนื่องจากพื้นที่ที่ตนอยู่เป็นที่ดินของหลวง ซึ่งเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ก็ออกมายืนยันว่าตนได้ที่ดินมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับรั้วบ้านที่ทำด้วยเสาปูนและเสาไม้ล้อมลวดหนาม ถูกทำลายเสียหายกว่า 70 ต้น ซึ่งขณะนั้นตนไม่อยู่บ้าน มาพบอีกครั้งหนึ่งก็ตอนรุ่งเช้า ซึ่งตนได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว
ด้านนายวัชรินทร์ กล่าวว่า การนำเสาปูนมาวางกีดขวางทางเข้า-ออก ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะเส้นทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณะที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เบื้องต้นได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
ทั้งนี้ ตามที่มีการประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 เพิ่มเติม(19)คดีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ลงนามโดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 13 พ.ค.59 ที่ผ่านมา ดังนั้นจะได้ประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าดำเนินคดีกับผู้บุกรุก และถือครองเอกสารประเภท สค.1 น.ส.3 หรือโฉนด ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อนายทุน ผู้มีอิทธิพล ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำผิด พร้อมกับยึดคืนพื้นที่ให้กับรัฐได้อย่างรวดเร็วต่อไป

