หน้าแรก Uncategorized อนาคตคนรุ่นให...

อนาคตคนรุ่นใหม่ในเส้นทางการเกษตร เมื่อเกษตรกรคืออาชีพที่ตอบสนองต่อฝันของคนยุคนี้

16.06.16 | 18:12 น.

ในห้วงยามที่เศรษฐกิจยังตกสะเก็ดหนักหนาจนแทบจะเป็นแผลพุพองเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะเห็นการปิดตัวของธุรกิจเกิดขึ้นบ่อยๆ ในระยะครึ่งปีที่ผ่านมา

หนึ่งในนั้น มากน้อยย่อมปนไปด้วยน้ำตาของเจ้าของกิจการ-ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่อาจเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัว ซึ่งหลายคนอาจต้องหาทางออกให้ชีวิตเมื่อธุรกิจไม่เป็นอย่างที่หวัง

ในทางออกเหล่านั้น การเป็น “เกษตรกร” ย่อมยังเป็นหวังที่ดีพอให้หวังในคืนวันเช่นนี้

สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เล็งเห็นถึงเส้นทางของคนรุ่นใหม่เช่นนี้ เป็นที่มาของกิจกรรม KUBOTA Smart Farmer Camp 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้แนวคิดเด็ดอย่าง ชีวิตติด F เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำอาชีพเกษตรกรรม และเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน เปิดประสบการณ์เรียนรู้วิถีการทำการเกษตรอย่างสร้างสรรค์จากชุมชนตัวอย่าง

โดย F ที่หมายถึงนั้นได้แก่ “Freedom” การทำอาชีพอิสระ ไม่เป็นลูกจ้างใคร, “Family” กลับไปทำงานที่บ้านเกิด, “Field” การทำงานใกล้ชิดธรรมชาติ และ “Food” ซึ่งแปลตรงตัวว่าอาหาร หรือก็คือการทำการเกษตรเพื่อผลิตวัตถุดิบไปทำเป็นอาหาร

Advertisement

โดยทั้งสี่หัวข้อหลักนั้นโยงใยและผูกพันกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ซึ่งคือนิสิต นักศึกษากับหนทางประกอบอาชีพในอนาคต

 

pra01160659p2
บรรยากาศภายในค่าย

 

“สำหรับโครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp เป็นโครงการที่บริษัทจัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญและมีทัศนคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม” โอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าว “ที่ผ่านมาก็มีเยาวชนให้ความสนใจอย่างมาก พวกเขาก็ได้แนวคิดที่ดีจากการเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ในการลงพื้นที่ทำกิจกรรมด้านเกษตรกรรม ทดลองใช้เครื่องจักร”

“ที่ผ่านมา เยาวชนหลายคนที่เคยผ่านค่ายก็เกิดแรงบันดาลใจและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจริงๆ ด้วย”

เป็นบทสนทนาที่น่าชื่นใจ แต่น่าชื่นใจยิ่งกว่าเมื่อมองดูกิจกรรมในค่ายปีนี้ ที่มีทั้งการหุงหาอาหารจากผักปลาในสวน, การดำนาโดยมีคนดูแลหรือผู้ให้คำแนะนำเป็นเกษตรกรตัวจริง, ทำปุ๋ยหมัก รวมถึงการฟังเกษตรกรจากชุมชนต้นแบบอย่าง บัณฑิต เกิดมณี มาบรรยายถึงประสบการณ์การผันตัวจากวิศวกรมาสู่การเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิด

เรื่องราวของบัณฑิตอาจเป็นเหมือนเรื่องราวในฝันของมนุษย์เงินเดือนที่ผันตัวมาสู่การทำงานที่บ้านเกิด ตอบคำถามต่อความหมายในการใช้ชีวิตและความเรียบง่ายที่ได้พบ

“ก่อนหน้านี้ผมทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้า เงินเดือนตกอยู่ที่ 8 หมื่นบาท” นั่นเป็นเรื่องก่อนที่เขาจะมาทำอาชีพเกษตรกรและรายได้เรือนแสนหลังประกอบอาชีพ ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากเด็กในค่ายได้ไม่น้อย “ช่วงนั้น พ่อผมที่เป็นเกษตรกรก็ล้มป่วยลงเพราะสารเคมีในเลือดสูง จากการใช้เคมีในการทำการเกษตรนี่เอง”

จุดนั้นทำให้บัณฑิตต้องตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะกลับมาดูแลครอบครัวที่บ้านเกิด จึงลงออกจากงานและริเริ่มการเป็นเกษตรกรตามรอยพ่อ ผิดกันแต่ว่า เขาเลือกจะทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่า

“ก่อนหน้านี้ คนที่ทำเกษตรเคมีตกเป็นหนี้เยอะมาก เพราะค่ายาเยอะ แล้วต้องฉีดยาใส่พืชผลอย่างเป็นเวลาที่แน่นอนด้วย ผมเลยรวมกลุ่มกับชาวบ้านทำเป็นกองทุนฟื้นฟู หาวิธีทำการเกษตรแล้วทำให้ชีวิตดี ต้นทุนต่ำ ที่สำคัญคือสุขภาพต้องดีด้วย”

 บัณฑิต เกิดมณี
บัณฑิต เกิดมณี

 

ทางออกที่ว่าคือการเริ่มทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง ซึ่งถูกกว่าการใช้เคมีหลายเท่าตัวเพราะถึงอย่างไร ปุ๋ยเคมีก็แพงมากสำหรับเกษตรกรหลายต่อหลายคน

“ชาวบ้านที่ใช้ปุ๋ยเคมีทำการเกษตรเพราะสารเคมีจะทำให้พืชผลมันสวยครับ ออกดอกออกผลงาม คนเลยคิดว่าจะให้สู้คนอื่นที่เขาใช้สารเคมี เราก็ต้องใช้บ้างเพื่อให้พืชผลของเราสวยสู้เขาได้ แต่ก็ต้องแลกมากับการซื้อยาเคมีแพงๆ แล้วแพงไม่พอ ต้องพ่นยาบ่อยๆ ด้วย ทีนี้ เมื่อคนไม่มีทุน ฉีดยาได้น้อย ต้นกล้าก็ไม่ยอมโต พ่อค้าคนกลางก็จะกดกำไรอีก หลายคนเลยเป็นหนี้เสียเยอะครับ”

ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์นั้นผลิตเอง ใช้เอง หาวัตถุดิบได้จากธรรมชาติทั่วไป ต้นทุนจึงต่ำลงมาก แต่แม้จะเป็นวิธีที่ดี บัณฑิตก็ให้ความเห็นว่า เกษตรกรหลายคนยังไม่กล้าเสี่ยงหรือปักใจลงทุนกับเกษตรอินทรีย์มากนักแม้จะดีต่อการเงินในกระเป๋าและสุขภาพในร่างกายก็ตาม-ทั้งหมดมาจากการกลัวขาดทุนและเป็นหนี้ซ้ำซ้อน ซึ่งบัณฑิตยืนยันว่า ในระยะยาวนั้น เกษตรอินทรีย์ย่อมให้ผลที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

“ผมเลยคิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับใจของเกษตรกรด้วยนะ” เป็นความเห็นปิดท้ายของเขา

เสียงเจี๊ยวจ๊าวยังดังอยู่เป็นระยะจากฐานแต่ละฐานซึ่งเด็กแต่ละกลุ่มประจำอยู่ ทั้งจากการเข้าไปเก็บไข่ในเล้าเป็ด, ทำอาหาร, ให้ปุ๋ยพืชผัก หรือที่เรียกเสียงเฮฮาได้มากที่สุดก็ไม่พ้นการดำนา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการพยายามตั้งฐานให้ครอบคลุมการใช้ชีวิตแบบเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

“แนวคิดของค่ายนี้คือ เรารู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ชอบที่จะมีอาชีพอิสระ อยากทำอะไรหลายอย่าง เรื่องการเกษตรเองก็เช่นกัน คือไม่ว่าเขาจะเรียนอะไรมาก็คิดว่าความรู้ทางการเกษตรก็น่าจะมาใช้ต่อยอดได้” โอภาศกล่าวถึงโครงการ

“มองว่าเกษตรกรรม อาหาร เป็นสิ่งที่คนต้องบริโภคกันอยู่แล้ว และสังคมเกษตรกรรมเองก็จำเป็นต้องมีคนรุ่นใหม่มาทำต่อ โดยไม่ให้มีภาพลักษณ์ที่ล้าสมัย เราเองก็สร้างแรงบันดาลใจจากตรงนี้ โดยการเชิญวิทยากรตัวอย่างมาพูดให้เยาวชนฟัง และแสดงให้เขาเห็นถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในงานเกษตรว่ามันไม่ได้ลำบากแล้ว มีเครื่องช่วยมากมายให้การทำไร่ทำสวนราบรื่น”

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ ไม่แปลกที่เยาวชนในค่ายที่โอภาศกล่าวถึงนั้นจะมาทั้งจากหลากหลายคณะ ทั้งวิศวกรรม, นิติศาสตร์ หรือนิเทศศาสตร์ เพราะพื้นฐานของค่ายคืออยากเปิดกว้างโดยไม่ปิดกั้นความสนใจใดๆ

“เราจัดมาทั้งหมด 5 ปีแล้ว ผลตอบรับส่วนใหญ่ก็ดี เยาวชนสมัครเข้ามาต่อปีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างปีนี้เป็นปีที่เด็กค่ายเรารุ่นแรกเรียนจบจากมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาของเขา และบางส่วน เขาก็กลับไปทำเกษตรกรรมในบ้านเกิดของตัวเองจริงๆ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากค่ายของเรา นี่จึงเป็นตัวชี้วัดปัจจัยความสำเร็จของค่ายเราด้วย”

นั่นอาจเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดเมื่อเยาวชนในค่ายได้ใช้ความรู้และใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าตัวต้องการ โดยมีพื้นฐานและแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากค่ายที่คูโบต้าจัดขึ้น

บ่ายนั้นอากาศร้อน ร้อนพอๆ กับข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ถึงอย่างไร ยอดอ่อนความหวังของเยาวชนก็ยังผลิดอกออกผลขึ้นงามตาเรื่อยๆ

ในค่ายแห่งนี้