รฟม.ตีปี๊บเอกชนลงทุนงานระบบรถไฟฟ้า 6 สายใหม่ มูลค่ากว่า 1.1 แสนล้าน เปิดสัมปทานเดินรถ 30 ปีพ่วงพื้นที่ 116 สถานี พัฒนาเชิงพาณิชย์ ร้านค้าและโฆษณา เพิ่มรายได้ จับตา “BTS” ผูกขาด “สีเขียว-ชมพู-เหลือง” ส่วน “BEM” กินรวบ “ม่วง-น้ำเงินต่อขยาย-ส้ม” ร.ฟ.ท.เปิดหน้าดินแนวรถไฟทางคู่ ไฮสปีดเทรน ปีนี้นำร่องปากช่อง 50 ไร่
นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการด้านกลยุทธ์และแผน การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการรถไฟฟ้า 6 สายใหม่ที่กำลังสร้างและเปิดประมูล จะใช้การลงทุนแบบ PPP Net Cost คือรัฐลงทุนงานโยธา ส่วนเอกชนลงทุนระบบ เดินรถและซ่อมบำรุงโครงการ 30 ปี โดยจะได้รับสิทธิพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณสถานีและตัวขบวนรถด้วย เหมือนกับสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-หัวลำโพง) เพื่อจูงใจเอกชนเข้าร่วมลงทุน เนื่องจากการลงทุนระบบรางใช้เวลาคืนทุนนาน ต้องมีรายได้เชิงพาณิชย์มาเสริมค่าโดยสารที่เอกชนรับความเสี่ยง
“อนาคต รฟม.มีแผนจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าหรือ TOD กำลังปรับแก้กฎหมายให้สามารถนำที่ดินมาจากการเวนคืนมาพัฒนาพาณิชยกรรมได้”
เปิดสัมปทานพื้นที่ 116 สถานี
สำหรับรถไฟฟ้าจะให้สัมปทานเอกชนเดินรถพร้อมพื้นที่สถานี รวม 116 สถานี ได้แก่ 1.สีน้ำเงินต่อขยาย (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) 21 สถานี งานก่อสร้างคืบหน้า 77.28% เปิดปี 2563 2.สีเขียวต่อขยาย (หมอชิต-คูคต) 16 สถานี งานก่อสร้างคืบหน้า 7.11% เปิดปี 2563 3.สีเขียวต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ) 9 สถานี งานก่อสร้างคืบหน้า 86.97% เปิดปี 2563 4.สีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 30 สถานี เปิดปี 2563 5.สีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) 23 สถานี เปิดปี 2563 และ 6.สีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) 17 สถานี เปิดปี 2565
สิ้น มิ.ย.ลุยส้ม-ชมพู-เหลือง
“สิ้น มิ.ย.นี้ จะประมูลสีส้ม ชมพู และเหลือง รูปแบบประมูลจะต่างกัน สีชมพูและเหลืองเป็นระบบโมโนเรล จะเปิดประมูลสัญญาเดียวให้เอกชนลงทุนก่อสร้าง บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุง 30 ปี รวมทั้ง 2 สายอยู่ที่ 47,953 ล้านบาท รัฐจะอุดหนุนไม่เกินมูลค่างานโยธาของสีชมพู 20,135 ล้านบาท สีเหลือง 22,354 ล้านบาท ด้านค่าโดยสารอยู่ที่ 14-42 บาท จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 1.2 แสนเที่ยว/วัน กำลังร่างทีโออาร์ หากเอกชนรายไหนให้รัฐอุดหนุนน้อยสุดจะได้รับคัดเลือก สิ้นปีจะได้ผู้ชนะ”
ส่วนสายสีส้ม รัฐลงทุนงานโยธา 82,907 ล้านบาท แบ่งเป็น 6 สัญญา งานใต้ดิน 3 สัญญา ทางยกระดับ 1 สัญญา ศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) 1 สัญญา และวางราง 1 สัญญา จะได้ตัวผู้รับเหมาปลายปีนี้ และเริ่มสร้างต้นปี 2560 ส่วนงานระบบและบริหารเดินรถจะให้เอกชนลงทุน 30 ปี วงเงิน 14,613 ล้านบาท สำหรับพื้นที่ 16 สถานีสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) จะจ้างเอกชนมาบริหาร เนื่องจากใช้รูปแบบ PPP Gross Cost จ้างเอกชนบริหารการเดินรถ 30 ปี
รถไฟเปิดหน้าดินรอ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนงานเดินรถ มีนักลงทุนต่างชาติและไทยให้ความสนใจ จะจับมือร่วมกันประมูล เนื่องจากไทยยังต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางให้เอกชนร่วมลงทุน ได้แก่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะใช้ระบบของจีน, กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ใช้ระบบชินคันเซนของญี่ปุ่น, กรุงเทพฯ-ระยองและกรุงเทพฯ-หัวหิน ที่กระทรวงคมนาคมจะนำเสนอให้คณะกรรมการ PPP มิ.ย.-ก.ค.นี้
“เอกชนที่ร่วมลงทุน จะได้โอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องใน 2 ข้างทาง และพื้นที่รอบสถานี ในส่วนของรัฐจะไม่ทำอย่างเดิมที่สร้างแค่รถไฟ จะเพิ่มมูลค่าที่ดินตลอดแนวและรอบสถานี ทั้งที่ดินการรถไฟฯในแนวรถไฟทางคู่ ไฮสปีดเทรน รถไฟฟ้า จะให้เอกชนมาประมูลพัฒนา เช่น สถานีปากช่องในแนวไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-โคราช จะให้เอกชนร่วมพัฒนา”
แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า สถานีปากช่อง ร.ฟ.ท.มีที่ว่างด้านเหนือสถานีประมาณ 50 ไร่ ที่สามารถพัฒนาได้และอยู่ในแผนจะเปิดประมูลให้เอกชนพัฒนาเชิงพาณิชย์อยู่แล้วในปีนี้ ขณะนี้กำลังร่างทีโออาร์
อีกทั้งจะเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาที่ดินรถไฟเพื่อจัดหาประโยชน์ 50 ปีและก่อสร้าง 4 ปี ใน 3 แปลง รวมกว่า 2.5 แสนล้านบาท ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ 218 ไร่ มูลค่า 68,183 ล้านบาท บริเวณ กม.11 เนื้อที่ 359 ไร่ มูลค่าลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท และสถานีแม่น้ำ 277 ไร่ มูลค่าลงทุนประมาณ 9 หมื่นล้านบาท
คีรีขอสัมปทานยาว 50 ปี
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า อยากให้รัฐกำหนดทีโออาร์ให้ชัดเรื่องการอุดหนุนเอกชนที่จะเข้าร่วมลงทุน PPP เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองที่เอกชนต้องลงทุนก่อสร้าง บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุง เช่น การันตีค่าโดยสารให้หากผู้โดยสารไม่ได้ตามเป้า เหมือนที่ฮ่องกง จะการันตีให้ 85% เอกชนรายไหนขออุดหนุนน้อยจะชนะประมูลรัฐต้องใจกว้างกับเอกชนที่เป็นผู้ลงทุน เพราะเงินลงทุนสูง ต้องมีสายป่านยาวถึงจะเดินหน้าได้
ขณะนี้รอดูเงื่อนไขโมโนเรลสีชมพูและเหลือง ซึ่งบริษัทจะเข้าประมูลแน่นอนโดยร่วมกับ บมจ.ซิโน-ไทยฯ และผู้ผลิตรถจากต่างประเทศ มีญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และบอมบาดิเอร์จากแคนาดา เนื่องจากสีชมพูจะเป็นโครงข่ายเชื่อมกับสีเขียวหมอชิต-คูคต ที่บีทีเอสเป็นผู้รับจ้างเดินรถให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) บริเวณสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ รวมถึงสีเขียวแบริ่ง-สมุทรปราการ จะเชื่อมกับสายสีเหลืองที่สถานีสำโรง
“บีทีเอสสนใจทุกโครงการ เพราะเป็นงานหลัก ทั้งรถไฟฟ้าและขนส่งสินค้ารถไฟทางคู่ซึ่งบริษัทสนใจเส้นทางขอนแก่น-แหลมฉบัง จากประสบการณ์การเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ดูว่าโครงการจะประมูลอะไรเป็นความเสี่ยงมากกว่า การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในสถานีและรอบสถานีจะเป็นประโยชน์มาก แต่รัฐต้องให้สิทธิระยะยาวอย่างน้อย 50 ปี” นายคีรีกล่าว
BTS-BEM แบ่งเค้กเดินรถ
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า หากพิจารณาการให้เอกชนเดินรถพ่วงพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าของ รฟม.และ กทม.เท่ากับเป็นการแบ่งเค้กให้กับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้า (BEM) ธุรกิจในเครือ บมจ.ช.การช่าง และบีทีเอส โดย BEM มีแนวโน้มจะได้รับคัดเลือกสายสีม่วง 16 สถานี สีน้ำเงินต่อขยาย 21 สถานี และสีส้ม 17 สถานี จากปัจจุบันรับสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดิน 18 สถานี ส่วนบีทีเอสจะได้สายสีเขียวต่อขยายทั้งหมด 25 สถานี เพราะต่อขยายบีทีเอสเดิมที่บริหาร 35 สถานี และคาดดว่าจะชนะประมูลสีชมพูและเหลือง หากเป็นไปตามคาดจะได้พื้นที่สถานีเพิ่ม 53 สถานี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินลงทุนระบบและขบวนรถ 6 สายทาง อยู่ที่ 113,912 ล้านบาท แยกเป็นสีน้ำเงินต่อขยาย 22,141 ล้านบาท สีชมพู 25,211 ล้านบาท สีเหลือง 22,772 ล้านบาท สีส้ม 14,613 ล้านบาท สีเขียวหมอชิต-คูคต 20,055 ล้านบาท และสีเขียวแบริ่ง-สมทุรปราการ 9,120 ล้านบาท

