อย่างน้อยสัปดาห์หน้า พวกเราคงมีโอกาสอ่านร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช… ฉบับที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานยกร่าง จากนั้นจึงจะมีโอกาสลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ พร้อมกับคำถามพ่วง ในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ หรืออีกประมาณ 50 วัน
นับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแรก พุทธศักราช 2475 ก่อนหน้านั้นคือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 คนไทยเริ่มรู้จักรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับถาวร รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ธรรมนูญการปกครองประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่ต้องมีการลงประชามติ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับที่ยกเลิกและยกร่างขึ้นใหม่ มีหลักการปกครอง 3 รูปแบบคือ รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญเผด็จการ และรัฐธรรมนูญกึ่งประชาธิปไตย
ความหมายของรัฐธรรมนูญตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึงบทกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ โดยกำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดียวหรือรัฐรวม ระบอบการปกครองของรัฐรวมทั้งสถาบันและองค์กร การใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครอง
หรือคือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและรับรองสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนหรือพลเมืองเอาไว้ หรือจะบัญญัติรากฐานสำคัญในการปกครองประเทศไว้ คือรูปแบบการปกครอง ที่มาของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ 3 ด้าน คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
โดยทั่วไปการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับจะไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศไหนทำกัน เว้นแต่ประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลชุดเดิม คณะรัฐประหารจึงต้องยกเลิก หรือเรียกว่า “ฉีก” รัฐธรรมนูญฉบับเดิม แล้วยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น โดยจะบัญญัติล้มล้างความผิดการกระทำรัฐประหารของกลุ่มตน หรือเป็นการนิรโทษกรรมด้วย
เพราะการทำรัฐประหาร หากชนะจะได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไปครอง หากแพ้จะกลายเป็นกบฏ
ดังนั้น รัฐธรรมนูญไม่ว่าฉบับใดจึงไม่จำเป็นต้องทำประชามติ
เพราะการทำประชามติคือการขอให้ประชาชนทั้งประเทศ หรือที่ใดที่หนึ่งลงมติเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นการเฉพาะเรื่องเดียว แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะทั้งประเทศ หรือเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง เมื่อประชาชนลงมติแล้ว เป็นอันว่าเรื่องนั้นตกไป หรือให้ดำเนินการตามนั้น
เรื่องของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องยกร่างขึ้นใหม่ด้วยเหตุมีการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลเดิม และยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แต่ยังเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นเดิม
แม้รูปแบบการเลือกตั้ง รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาล ที่มาของตัวนายกรัฐมนตรี ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสมาชิกวุฒิสภา จะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องขอประชามติกับประชาชน
เถอะ ถึงอย่างไรรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้มีการทำประชามติใน 2 เรื่อง ซึ่งจะมีในวันที่ 7 สิงหาคมนี้แล้ว ประการสำคัญที่คนไทยต้องไปลงประชามติคือการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ หรือต้องยกร่างขึ้นใหม่อีกครั้ง
แต่การลงมติคำถามพ่วงเรื่องนายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร ไม่น่าจะลงมติรับ ด้วยเหตุที่นายกรัฐมนตรีควรมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่ามาจากใครก็ได้
เพราะระบอบประชาธิปไตยกำหนดอำนาจให้เป็นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ หรืออำนาจบริหาร จึงควรลงประชามติเฉพาะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
จะไปรับคำถามพ่วงลบล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทำไมเล่า จริงไหมท่านผู้เจริญ

