นายกฯเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลอินเดีย วางพวงมาลาคารวะ “คานธี”
เมื่อเวลา 08.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันที่ 17 มิถุนายน ที่สาธารณรัฐอินเดีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และภริยา ซึ่งอยู่ในระหว่างเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน ได้เดินทางไปยังราษฎร์ปติภาวัน (ทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย) เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ซึ่งรัฐบาลอินเดียจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางไปร่วมพิธีวางพวงมาลาเพื่อแสดงความคารวะแด่มหาตมะ คานธี ณ ราชฆาฏอนุสรณ์สถาน ที่รัฐบาลอินเดียจัดขึ้นสำหรับอาคันตุกะต่างประเทศที่เป็นแขกพิเศษของรัฐบาล ทั้งนี้ ราชฆาฏอนุสรณ์สถานดังกล่าว เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติอินเดีย (Father of the Nation)
หลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสมุดเยี่ยม ณ บริเวณซุ้มประตู ก่อนเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก ในเวลา 10.25 น. ซึ่งนางศุษมา สวราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้เข้าเยี่ยมคารวะเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการขยายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการหารือว่า ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ในปี 2559 เป็นปีที่ความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย มีความก้าวหน้า มีพัฒนาการที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ส่วนด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องสนับสนุนการค้าและการลงทุนแบบ 2 ทาง พร้อมหวังว่าในอนาคต ภาคเอกชนไทยและอินเดียจะสนใจลงทุนระหว่างกันมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภาคเอกชนไทยสนใจตลาดอินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ อีกทั้งรัฐบาลอินเดียมีนโยบายส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะพัฒนาความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและภูมิภาค โดยให้ไทยและอินเดียเป็นประตูเชื่อมระหว่างเอเชียใต้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออก และอาเซียน โดยการเดินทางมาในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีได้นำคณะภาคเอกชนไทยรายใหญ่ที่ลงทุนในอินเดียร่วมเดินทางมาด้วย
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรียินดีที่นักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาไทยปีละกว่า 1 ล้านคน ซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในเชิงศาสนา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าสามารถส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาได้มากขึ้น

