บรรยากาศในบ้านเมือง ที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่าความสงบสุขไร้ข้อขัดแย้งวุ่นวายภายหลังการเข้าควบคุมการปกครองของ คสช. บัดนี้กำลังจะกลับมาร้อนรุ่มกันอีกแล้ว
ด้านหนึ่ง เป็นเพราะว่าฝ่ายที่คิดตรงข้ามกับ คสช. ซึ่งยอมสงบเสงี่ยมรอคอยวันเลือกตั้งมาโดยตลอด อาจจะมาถึงจุดที่ต้องลุกขึ้นโต้แย้ง เมื่อถึงช่วงวันเวลาการตัดสินชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ
ความขัดแย้งที่มาจากส่วนนี้ เป็นเรื่องปกติธรรมชาติที่เข้าใจได้ไม่ยาก
อีกทั้งหาก คสช.รู้จักใช้ท่วงทำนองเข้าแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ก็คงไม่ลุกลามขยายวงมากเกินไป
เพราะความคิดต่างในสังคม เป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้อำนาจไปกดข่มได้ทางเดียว
อีกด้านหนึ่ง คสช.ต้องยอมรับว่าความร้อนแรงในบ้านเมืองหลายต่อหลายเรื่อง มาจากมวลชนที่แวดล้อมอยู่ใกล้ตัว
คนกลุ่มนี้มักเป็นพวกหลงตัวเอง ทั้งยังเชื่อว่าตนเองคือผู้มีความสำคัญ เพราะเป็นผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อปูทางให้ คสช.เข้ามาได้
แล้วกลายเป็นความเชื่อที่ว่า ผู้กุมอำนาจในยุคนี้ต้องฟังเสียงของพวกตน
เมื่อรู้สึกว่าฝ่ายตนคือผู้ชนะ มีอำนาจรัฐสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จึงเริ่มออกไล่ล่าฝ่ายตรงข้าม ทั้งเร่งร้อนอาศัยสถานการณ์ช่วงนี้กวาดล้างฝ่ายแพ้ให้สิ้นซาก
คนกลุ่มนี้มีส่วนอย่างมาก ที่ทำให้อะไรต่อมิอะไรวุ่นวายขึ้นมา
เพราะเต็มไปด้วยพวกสุดโต่งหัวชนฝา มนุษย์ลุง มนุษย์ป้า
แต่ขณะเดียวกันไปบุกอะไร ไปลุยที่ไหน ก็เสมือนมีเสื้อ คสช.ใส่คลุมอยู่
เราจึงเห็นได้ว่าปฏิบัติการจะปฏิรูปตำรวจเสียให้ได้ จะปฏิรูปศาสนาอย่างไม่ฟังเสียงจากฝ่ายสงฆ์
ไปจนถึงการดำเนินคดีกับธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย
มักจะมีความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชน จากระดับนำในรัฐบาล อย่างไม่เต็มปากเต็มคำ
การดำเนินการของหน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวน เช่น ดีเอสไอ ก็ทำงานแอบอิงกับรัฐมนตรีบางคน
ส่วนหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่อยู่สังกัดอีกปีกของแกนนำ คสช. จะวางบทบาทอีกแบบ
แต่แม้จะมาจากคนกลุ่มหนึ่งและอิงแกนนำ คสช.เพียงปีกหนึ่ง ดูเหมือนกลุ่มสุดโต่งนี้ ก็มุ่งมั่นเดินหน้าชนไปทั่วเมือง
จนเปรียบกันว่าช่างขยันทำฟาร์มเพาะศัตรูจนขยายตัวงอกงามเสียจริง
ได้แต่ห่วงใยว่า ลงเอยอย่าให้กลายเป็นเหมือนนั่งดูหนังจีนชื่อติดหูติดปาก
อยู่แก๊งไหนหัวหน้าตายหมด

