เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่โรงแรมดุสิตธานี มีการประชุม CLMVT Forum 2016 เป็นวันสุดท้าย โดยนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงสรุปผลการประชุมครั้งนี้ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเป็นครั้งแรกว่า มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน จาก 5 ประเทศ คือกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย (CLMVT) รวมถึงภาคธุรกิจจากประเทศต่างๆร่วมงานด้วย เช่น ญี่ปุ่น จีน สหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งทั้ง 5 ประเทศเห็นด้วยกับการใช้รูปแบบการบริหารจัดการให้เป็นแบเดียวกัน (ซิงเกิลวินโดว์) ที่แต่ละประเทศในซีแอลเอ็มวีทีกำลังพัฒนาซิงเกิลวินโดว์ของตนเองอยู่เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งเรื่องศุลกากร ภาษี กฎระเบียบต่างๆด้านการค้าชายแดน
นางอภิรดีกล่าวว่า ผลจากการประชุมครั้งนี้จะรวบรวมและส่งต่อให้ประเทศกัมพูชาซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน CLMVT Forum ครั้งถัดไปในปีหน้า “การประชุมครั้งนี้มีข้อเสนอแนะต่างๆที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้เห็นผล คือต้องตั้งคณะทำงานระหว่างกันเพื่อขับเคลื่อนหรือไม่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปจะต้องหารือร่วมกันอีกครั้งของ 5 ประเทศ แต่เบื้องต้นจะใช้สภาธุรกิจที่มอียู่แล้ว เช่น สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เป็นต้น” นางอภิรดีกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม จะมีการผลักดันจัดตั้งสภาธุรกิจระหว่างกันให้ครบทั้ง 5 ประเทศ และจะนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยต่อไปเพื่อให้เกิดการประสานงานกันระหว่างหอการค้าของแต่ละประเทศด้วย รวมทั้งจะรวบรวมผลการประชุมหารือครั้งนี้เสนอแก่ผู้นำประเทศให้พูดกัน เช่น ช่วงปลายปีนี้ผู้นำไทยกับผู้นำกัมพูชากำหนดจะพบปะกัน ส่วนการประชุมครั้งนี้ที่มีเวทีหารือกันของภาครัฐและเอกชนนั้น กระทรวงพาณิชย์จะรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆ เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.clmvtforum.com ให้ผู้สนใจได้เข้าไปชมและนำข้อมูลไปใช้ต่อได้
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การนำข้อเสนอจากเวทีครั้งนี้ไปสานต่อให้เป็นรูปธรรมนั้น มองว่าการขับเคลื่อนผ่านสภาธุรกิจเป็นแนวคิดที่ดี หรืออาจจะขับเคลื่อนผ่านหน่วยงานเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ความร่วมมือของประเทศลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือของการค้าข้ามแดน เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการประชุมวันสุดท้าย นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องความเชื่อมโยงทางการเงิน มีเนื้อหาโดยสรุปการค้าในกลุ่มซีแอลเอ็มวีทียังขยายตัวได้แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดังนั้นการบูรณาการการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกันจะเสริมศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีในอนาคต แต่ต้องเชื่อมต่อการลงทุนและภาคบริการด้วย เหมือนอย่างสายการบินต้นทุนต่ำ(โลวคอสแอร์ไลน์) ที่มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากราคาตั๋วถูก ซึ่งผลดีต่อธุรกิจการบินและยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวแบบไร้พรหมแดน เพราะการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น ดังนั้นนอกจากธุรกิจการบินที่มีความเชื่อมโยงกับภาคบริการ ต้องพัฒนาให้โมเดลนี้เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจอื่นด้วย
ในส่วนภาคการเงินควรต้องส่งเสริมการเปิดเสรีการเงินในประเทศ ที่ผ่านมาธนาคารในภูมิภาคมีการขยายเครือข่ายระหว่างกัน ล่าสุด ธนาคารเอกชนรายใหญ่ของพม่าได้ไลเซ่น(ใบอนุญาต) เปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างที่สำคัญ และยังมีแผนจะเชื่อมโยงระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์(อีเพย์เมนต์) ในกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีด้วย ซึ่งแต่ละประเทศต้องยกระดับมาตรฐานกฎระเบียบด้านการเงินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องดำเนินการให้ได้ รวมทั้ง การยกระดับบริการการเงิน ปัจจุบันบริษัททต่างชาติในกลุ่มซีแอลเอ็มวี สามารถเข้ามาเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์พันธบัตรไทยได้ ลาวเป็นประเทศแรกที่เข้ามาระดมทุนมีการออกพันธบัตรไปแล้วมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท
นางเกศรา มัญชุศรี ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเดียวกันว่า ฟาสแทรคที่จะช่วยให้เชื่อมโยงและพัฒนาตลาดทุนระหว่างกลุ่มซีแอลเอ็มวีที เกิดขึ้นได้รวดเร็ว ได้แก่ 1.การสร้างและพัฒนาศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งการขยายฐานนักลงทุน 2.ต้องมีมาตรฐานบรรษัทภิบาลที่ดีและให้ความรู้กับนักลงทุน 3. การพัฒนาระบบการบริหารจัดการตลาดทุนในกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีร่วมกัน ให้เป็นมาตรฐานและระบบที่สอดคล้องกันเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ 4.มีการพัฒนารองรับมาตรฐานสากล และ5.นโยบายของภาครัฐแต่ละประเทศต้องให้การสนับสนุนเรื่องการพัฒนาตลาดทุนเพื่อสร้างการเติบโตของตลาดทุนอย่างยั่งยืนต่อไป

