หน้าแรก Uncategorized หลักฐานของการ...

หลักฐานของการดำรงชีวิต โดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

20.06.16 | 12:00 น.

คุณรู้จัก Lifelogger ไหมครับ

พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่พยายามบันทึกการดำรงอยู่ของตนเองด้วยความช่วยเหลือทางเทคโนโลยี ถ้าคุณได้พบ Lifelogger สักคนหนึ่ง คุณอาจเห็นพวกเขาห้อยกล้องเล็กๆ ที่จะคอยถ่ายรูปทุกสิ่งที่เห็นทุกๆ 10 วินาที คุณอาจเห็นพวกเขานั่งนับ วัด จัดการตัวเลขสถิติของชีวิตตัวเองทั้งวัน พวกเขาทำราวกับว่าหากไม่มีการบันทึกไว้ พวกเขาก็จะขาดหลักฐานว่าตนเคยมีชีวิตไปด้วย

คุณอาจสงสัยว่าพวกเขาทำไปทำไม พวกเขาได้ ‘ใช้ชีวิต’ จริงๆ หรือเปล่า หรือว่าพวกเขาเป็นเพียงเครื่องบันทึกตัวเลขสถิติที่ดำเนินไปเรื่อยๆ

ผมก็เคยสงสัยอย่างนั้นครับ จนได้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ Lifelogger คนหนึ่ง เขาให้สัมภาษณ์ว่า การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง ‘ใช้ชีวิต’ ได้อย่างคุ้มค่าขึ้น เขาชวนให้ลองคิดตามว่า ลองคิดดูสิว่าถ้ามีความทรงจำไหนที่คุณหรือผมอาจจะลืมเลือนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ด้วยความที่เขาบันทึกความทรงจำนั้นไว้ เขาจะสามารถ ‘ดึง’ มันขึ้นมาฉายดูเมื่อไหร่ก็ได้ สามารถฉายความทรงจำแสนหวานครั้งเก่าก่อนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่จืดจางไป แบบนี้ไม่เรียกว่าชีวิต แล้วจะเรียกว่าอะไร เอ้อ-พอถามแบบนี้แล้ว ผมก็ไม่รู้จะคิดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไรนะครับ

ผมนึกถึงเรื่อง Lifelogger ขึ้นมาเมื่ออ่านผลวิจัยชิ้นหนึ่งเร็วๆ นี้เอง – มันเป็นการวิจัยที่เข้ายุคเข้าสมัยเหลือเกิน

Advertisement

ไม่ว่าคุณหรือผมก็คงเคยเห็นคนถ่ายรูปในทุกโอกาส ปัจจุบันการถ่ายรูปเข้าถึงง่าย ถ่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา คุณไม่จำเป็นต้องพกกล้อง คุณแค่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาสแนป, แล้วก็สแนปเท่านั้น จากกิจกรรมที่เคยเป็นพิธีกรรมที่ต้องทำเฉพาะในโอกาสพิเศษ ปัจจุบันการถ่ายรูปกลายเป็นกิจกรรมที่สอดประสานเข้าไปในทุกจังหวะชีวิต เจอเพื่อนเราก็ถ่ายรูป ไปเที่ยวเราก็ถ่ายรูป ดูคอนเสิร์ตเราก็ถ่ายรูป ตื่นเช้ามาเราก็ถ่ายรูป กินข้าวเราก็ถ่ายรูป กระทั่งตอนถ่าย เราก็… อาจจะถ่ายรูป

จะว่าไป ก็อาจเรียกได้ว่าในจังหวะเวลานี้ เราทุกคนก็ต่างกลายเป็น Lifelogger กันไปทั้งสิ้นแล้ว เราถ่ายรูปเพื่อเป็นหลักฐานในการดำรงชีวิต

ถึงอย่างนั้น ในบางซอกหลืบของสมองของคุณก็อาจยังมีคำถาม – ไอ้ที่ถ่ายๆ ไปนี่มันทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงหรือ

ไม่แปลกที่ใครคนหนึ่งจะสงสัยว่าการถ่ายรูปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหรือแท้จริงแล้ว มันเป็นตัวขัดขวางการดำเนินชีวิตกันแน่ เมื่อคุณเห็นพ่อแม่ถ่ายรูปลูกน้อยจนไม่เคยมองลูกน้อยจริงๆ เพียงมองลูกน้อยผ่านจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อคุณดูคอนเสิร์ตแล้วคุณกังวลกับการบันทึกภาพให้คมชัดเนียนกริบที่สุดเพื่อที่ว่าเพื่อนทางบ้านจะรู้สึกเหมือนกับได้ดูไปด้วย เมื่ออาหารวางลงที่โต๊ะแล้วคุณต้องจัดแจงหมุนจานให้อยู่ในมุมสวย ให้ไข่แดงบนจานสัมผัสแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาอย่างเหมาะเจาะ วางเฟรมราวกับนิตยสารจากสแกนดิเนเวีย กว่าจะตั้งกล้องแล้วลั่นชัตเตอร์ อาหารก็เย็นชืดเกินกิน

ไม่แปลกที่คุณจะสงสัย – คริสติน ดีฮ์ล (Kristin Diehl) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธุรกิจเซาธ์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California Marshall School of Business) ก็สงสัย เธอและทีมจึงทดลองเพื่อหาคำตอบว่า ‘จริงหรือไม่ที่การถ่ายรูปทำให้ความสุขสำราญในการทำกิจกรรมลดลง’ งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาด้านบุคลิกภาพและสังคม (Journal of Personality and Social Psychology) เมื่อไม่นานมานี้

ดีฮ์ลและทีมทำการทดลองผ่านเก้ากิจกรรม ทั้งในห้องแล็บและในสถานที่จริง เพื่อดูว่ากลุ่มตัวอย่างจะเพลิดเพลินกับกิจกรรมหากอนุญาตให้ถ่ายรูป หรือไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปมากกว่ากัน ในกิจกรรมหนึ่งเธอพา

กลุ่มตัวอย่าง 200 คนนั่งรถบัสไปชมวิวรอบๆ เมืองฟิลาเดลเฟีย เธอแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม แล้วจัดแจงให้นั่งแยกกันในรถบัสสองคัน ในรถคันหนึ่ง ดีฮ์ลแจกกล้องดิจิตอลแล้วบอกให้ลูกทัวร์ถ่ายรูปวิวในเมืองได้ตามชอบใจ อีกกลุ่มหนึ่งเธอไม่ได้แจกกล้อง โดยที่บนรถทั้งสองคันมีกฎเดียวกันคือ : ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ

ผลการทดลองปรากฏว่าเมื่อสอบถามในภายหลัง กลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูป (ด้วยกล้องดิจิตอล) ได้นั้นมีความสุขความเพลิดเพลินมากกว่ากลุ่มที่ห้ามถ่ายรูปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากในกิจกรรมชมวิวทิวทัศน์แล้ว ใน

กิจกรรมอื่นๆ เช่น การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หรือการกิน ก็ยังปรากฏผลแบบเดียวกันด้วย

ทำไม? – ผลการทดลองนี้อาจไปขัดใจใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าการถ่ายรูปเป็นเพียงการขัดขวางไม่ให้เรามีส่วนร่วมกับประสบการณ์นั้นๆ อย่างเต็มที่

ดีฮ์ลอธิบายว่า เมื่อคุณตั้งใจถ่ายรูป ก็คล้ายกับว่าคุณได้มองโลก มองประสบการณ์หรือกิจกรรมนั้นด้วยเลนส์ที่ต่างออกไป (ทั้งแบบตรงตัวและโดยเปรียบเทียบนะครับ) เมื่อคุณยกกล้องขึ้น คุณจะ ‘ร่วมสัมผัส’ ประสบการณ์นั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ เลือกสรรว่าสิ่งไหนที่คุณอยากเก็บไว้ สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดไม่ ก่อนที่คุณตัดสินใจจะกดชัตเตอร์ คุณอยู่ในสถานะที่ต้อง ‘มีส่วนร่วม’ กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง ไม่อาจปล่อยให้ประสบการณ์เคลื่อนผ่านไปเฉยๆ ด้วยการนี้ ดีฮ์ลบอกด้วยว่าไม่จำเป็นว่าคุณต้องถ่ายรูปจริงๆ หรอกเพื่อจะได้รับประโยชน์แบบนี้ แค่ขอให้คุณ ‘ถ่ายรูปในใจ’ (mental photo) ไว้ก็เพียงพอแล้ว

การถ่ายรูปจึงไม่ได้สำคัญด้วยตัวของมันเอง แต่เป็นการ ‘เลือกจดจำ’ (หรือไม่) ต่างหากที่สำคัญ ด้วยความหมายนี้ ประโยชน์ของการถ่ายรูปก็คือมันทำให้การเลือกที่จะจดจำนั้นเป็นรูปธรรม-จับต้องได้ขึ้นเท่านั้น

Lifelogger บันทึกทุกสิ่ง เพื่อที่จะดึงความทรงจำนั้นกลับมารำลึกภายหลัง

Instagrammer เลือกบันทึกว่าสิ่งไหนสำคัญ พวกเขาขับเน้นความสำคัญนั้นให้เด่นชัดขึ้นด้วยการถ่ายมันเก็บไว้

ส่วนผู้คนที่เลือกจะไม่ถ่ายอะไรเลย เลือกกระโดดลงไปในประสบการณ์ต่อหน้าอย่างไม่ยำเกรง

ทั้งคนที่ถ่ายรูปก่อนลิ้มรสอาหาร ทั้ง Lifelogger และทั้งคนที่เลือกที่จะไม่ถ่ายรูปอะไรเลยเพราะกลัวมันจะมาขัดขวางการใช้ชีวิต ต่างทำให้ผมนึกถึงความพยายาม เป็นความพยายามที่จะจมดิ่งในประสบการณ์เฉพาะหน้าของตนทั้งนั้น ต่างกันเล็กน้อย ตรงที่มันแค่เป็นความพยายามที่ถูกแสดงออกมาด้วยกิริยาที่แตกต่างกันเท่านั้น

ประเด็นก็คือ หากการเลือกดำเนินชีวิตของคนอื่นไม่ได้มาล้ำเส้นการดำเนินชีวิตของเรา การถ่ายรูปของชาวบ้านอาจทำให้ใครบางคนนึกรำคาญ แต่ไม่ได้ขัดขวางการดำเนินชีวิตของเขา แล้วเป็นกงการของใครกัน ที่จะบอกว่า อะไรควรหรือไม่ควรทำ

ใครควรดำเนินชีวิตอย่างไร ควรถ่ายรูปก่อนกินข้าวหรือไม่ ก็เป็นสิทธิในการมีความสุขของเขาคนนั้นเอง