ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันที่ 20 มิถุนายนว่า เมื่อเวลา 10.28 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,420.53 จุด ลดลง 0.79 จุด หรือ 0.06% จากนั้นดัชนีค่อยๆ ดีดตัวขึ้น กระทั่งเวลา 10.51 น. ดัชนีหลุดจากแดนลบ ขยับขึ้นมาบวกได้ อยู่ที่ 1,422.40 เพิ่มขึ้น 1.08 จุด
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสัปดาห์นี้จะถูกชี้นำด้วยเรื่องของการลงประชามติของประชาชนของสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)ในเรื่องที่จะออกจากสหภาพยุโรป(อียู) ทั้งก่อนและหลังการลงประชามติ ดังนั้น ดัชนีฯสัปดาห์นี้จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก จากโพลสำรวจที่ออกมาในแต่ละวัน แม้ในเวลานี้ฝั่งที่ต้องการออก จะสูงกว่าฝั่งที่ต้องการอยู่ แต่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจก็สูงเช่นกัน ผลประชามติจึงออกมาได้ทั้งสองทาง จึงมองกรอบดัชนีฯ ในสัปดาห์นี้แกว่งตัวอยู่ที่ 1,380 -1,463 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำว่า ตลาดที่มีโอกาสขึ้นหรือลงได้มากพอๆ กัน จะเหมาะกับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้และปรับตัวได้เร็วคือซื้อเร็ว ขายเร็ว แต่สำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป ที่ไม่ต้องการความเสี่ยง ควรลดพอร์ตลง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหุ้นที่อิงกับทิศทางตลาด หุ้นใหญ่ หุ้นราคาขึ้นมามากหุ้นพีอีสูง และควรพร้อมกลับเข้าตลาด หากผลการลงประชามติ หรือมีตัวชี้ที่ค่อนข้างแน่นอนว่า สหราชอาณาจักร ยังอยู่ในอียูต่อไป
ทั้งนี้ บล.เคทีบีเอสที ประเมินว่า หากสหราชอาณาจักรออกจากอียูผลที่จะเกิดขึ้นกับตลาดเงินตลาดทุนจะเป็นไปดังนี้ คือ 1.) จะเกิดความปั่นป่วนขึ้นในตลาดสินทรัพย์ทางการเงินเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมรับกับผลในแบบนี้ โดยนักลงทุนจะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างพันธบัตรรัฐบาล, ทองคำ, เงินสกุลปลอดภัย เช่น ดอลลาร์ และขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง-สูง อย่างสินค้าโภคภัณฑ์, หุ้น ตลาดอาจเวลาหลายวันกว่าจะสงบนิ่งลง จนบรรดาธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะเป็นผู้เข้ามาจัดการในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่อังกฤษออกจากอียู ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก 2.) อาจเกิดวิกฤตการณ์ ถ้าการเทขายสินทรัพย์ทางการเงินเกิดขึ้นไม่หยุด จะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งและกระทบต่อเศรษฐกิจจะกระทบอย่างรุนแรง เหมือนคลื่นลูกที่สอง ซึ่งเราคาดว่ามีโอกาสเกิดค่อนข้างยากน่าจะจบแค่ขั้นแรก และ 3.) สหราชอาณาจักรยังอยู่กับอียูต่อไปก็เป็นเรื่องบวกของตลาด ราคาสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ถูกขายมาก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นจะเป็นบวก เงินที่ล้นโลกที่พักอยู่ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ จะทยอยกลับเข้ามา ในตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์

