หน้าแรก Uncategorized ‘เรืองไ...

‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. สอบ ดีเอสไอ ออกหมายค้นวัดธรรมกายมิชอบด้วยกฎหมาย

20.06.16 | 12:01 น.

“เรืองไกร” ร้อง ป.ป.ช. สอบ ดีเอสไอ ออกหมายค้นวัดธรรมกายมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ขอออกหมายค้นเพื่อเข้าไปในวัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยนายเรืองไกร กล่าวว่า การขอหมายค้นดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ดีเอสไอได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องให้พนักงานอัยการแล้ว โดยมีการส่งสำนวนพร้อมความเห็น เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน และหลังจากนั้นในวันที่ 15 มิถุนายนก็ขอออกหมายค้นตามมาอีก ทั้งที่อำนาจสอบสวนน่าจะหมดลงแล้ว และเป็นอำนาจของพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนั้นดีเอสไอในฐานะพนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจที่จะสอบสวน รวมทั้งการขอหมายค้นซึ่งถือเป็นขั้นตอนของการสอบสวนด้วย ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 766/2546 ซึ่งมีความเห็นไว้ว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการแล้ว เพราะพนักงานสอบสวนหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนคดีต่อไป และยังมีคำพิพากษาฎีกาที่ 9/2481 และ 104/2481 ที่วางหลักไว้ว่าเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จ และลงสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว ย่อมหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนต่อไป นอกจากนั้นเมื่อตรวจสอบกับระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 66 ที่ระบุไว้ว่า ‘เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องตามมาตรา 140 มาตรา 141 หรือมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังได้อีก’

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า เมื่อนำข้อเท็จจริงตามวันเวลาในการส่งสำนวนกับวันที่ออกหมายค้นมาพิจารณา ก็มีประเด็นที่ควรพิจารณาตามมาว่า การขอออกหมายค้นของดีเอสไอดังกล่าว อาจจะมีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 157 และประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140-145

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองว่าพรรคเพื่อไทยพยายามดึงเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องการเมือง นายเรืองไกร กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน แต่ตนในฐานะประชาชนก็อยากช่วยเหลือและปกป้องในเรื่องที่มีการทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งยืนยันว่าเป็นการดำเนินการส่วนตัวไม่เกี่ยวกับคนในพรรคเพื่อไทย