เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ธนาคารออมสิน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก หรือดัชนีจีเอสไอ ประจำเดือนพฤษภาคม 2559 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั่วประเทศ จำนวน 1,530 ตัวอย่าง ผลที่ได้พบว่าดัชนีจีเอสไอ เดือนพฤษภาคม 2559 อยู่ที่ระดับ 43.6 ปรับลดลงจากเดือนเมษายน ที่อยู่ระดับประมาณ 44.9 แสดงให้เห็นว่าประชาชนระดับฐานรากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันฟื้นตัวค่อนข้างล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาวะภัยแล้งและราคาพืชผลทางการเกษตรยังมีราคาต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวไม่มาก ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2559 ขยายตัวได้ 3.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส หรือรอบ3 ปี แต่ยังส่งผลสู่ประชาชนฐานรากไม่มาก
นายชาติชาย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากต่อสถานการณ์ในอนาคตปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนฐานรากมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ประชาชนมีความต้องการให้ใส่มาตรการไปดูแลเพิ่มเติม ซึ่งในเรื่องนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีขอให้ออมสินช่วยออกมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารออมสินกำลังหารือกับกระทรวงการคลัง จะมีทั้งสินเชื่อที่ผ่อนภาระของประชาชน ทั้งการ พักหนี้ พักดอกเบี้ย เตรียมวงเงิน 3-5 พันล้านบาทให้กู้ใหม่อัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยเตรียมสรุปในเร็วๆ นี้ รวมถึงเตรียมออกบัตรกดเงินสดสำหรับประชาชนไม่เกิน 15,000 บาท คิดดอกเบี้ยไม่เกินต่ำกว่าที่ธนาคารพาณิชย์
นายชาติชาย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนฐานรากยังฟื้นตัวขึ้น ไม่มากนักในช่วงนี้ เนื่องจากประชาชนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของประชาชนฐานรากน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 หรือต้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง เนื่องจากภาวะดังกล่าวสามารถส่งผลเชิงลบต่อเนื่องมาที่ภาพเศรษฐกิจในระดับฐานรากผ่านความผันผวนของรายได้ การมีงานทำ ตลอดจนภาระหนี้และค่าใช้จ่ายได้
นายชาติชาย กล่าวว่า นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยฯ ยังได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนฐานรากเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบในภาวะค่าครองชีพสูง โดยเมื่อสอบถามถึงปัญหาด้านรายได้และหนี้สินในปัจจุบัน พบว่า ปัญหาที่อยู่ในระดับมาก 3 อันดับแรก คือ รายได้ไม่พอกับภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน 45.4% รายได้ไม่แน่นอน/ราคาผลผลิตการเกษตรไม่แน่นอน 40% และเงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ ต้องนำมาใช้หนี้ 28.9%
นายชาติชาย กล่าวว่าเมื่อสอบถามถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 49.6% มีรายได้พอดีกับค่าใช้จ่าย รองลงมา 35.6% มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย มีเพียง 14.8% ที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย เมื่อสอบถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย ส่วนใหญ่จะทำการกู้ยืมนอกระบบ 41.4% รองลงมากู้ยืมในระบบ 25.8% และหารายได้เสริม 15.5% ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่า ประมาณ 3 ใน 4 จะใช้แนวทางในการแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมผ่านแหล่งเงินต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ ได้แก่ เพื่อการอุปโภคบริโภค 33.0% ชำระหนี้เดิม 22.7% และเช่า/ซื้อที่อยู่อาศัย 10.9% ตามลำดับ ซึ่งจากภาระหนี้สินดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ทั้งที่ต้องมีการใช้จ่ายที่น้อยลง 45.2% หารายได้เพิ่มขึ้น 36.3% มีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น 16.4% และถูกติดตามทวงหนี้ 1.8% เป็นต้น

