สําหรับวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเพื่อแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation) นั้น มีที่มาจากแนวคิดของนักอาชญาวิทยาในสำนักอาชญาวิทยาปฏิฐานนิยมที่เชื่อว่าผู้กระทำความผิดไม่มีเจตนาในการประกอบอาชญากรรม แต่กระทำความผิดไปเพราะถูกกำหนดโดยปัจจัยที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางสภาพร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุสำคัญ ดังนั้น การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดจึงต้องหาสาเหตุของการกระทำผิดก่อนเมื่อพบสาเหตุแล้วจึงแก้ไขที่สาเหตุนั้น โดยดำเนินการแก้ไขผู้กระทำผิดทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นรายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขภายในสถานที่ควบคุมหรือในชุมชน สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ในการแก้ไขปรับปรุงฟื้นฟูนั้นควรจะต้องมีความรู้และความชำนาญในการแก้ไขสาเหตุที่เกิดขึ้นตามแขนงสาขาวิชาที่ได้ศึกษามาด้วย เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น เมื่อแก้ไขผู้กระทำความผิดได้สำเร็จแล้ว ผู้กระทำผิดก็จะไม่ไปกระทำความผิดขึ้นอีกต่อไป แต่สำหรับผู้กระทำผิดที่แก้ไขไม่ได้ก็ต้องกำจัดให้พ้นไปจากสังคมเช่น การประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นแนวคิดรากฐานของทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด (Rehabilitative Theory) โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ ลงโทษผู้กระทำผิดให้เหมาะสมเป็นรายบุคคลไป โดยใช้วิธีการแก้ไขฟื้นฟูเป็นรายบุคคลหรือเป็นรายกลุ่มอันจะทำให้การบำบัดรักษาฟื้นฟูได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งก่อนจะทำการแก้ไขฟื้นฟูนั้นควรจะต้องมีการศึกษาหาสาเหตุของปัญหาโดยใช้วิธีวิทยาศาสตร์เสียก่อน เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้ถูกจุดตามหลักการของปรัชญาอาชญาแบบวิทยาศาสตร์ (Positivism) ที่ได้เสนอไว้
ความสำคัญของวัตถุประสงค์ของการลงโทษเพื่อการปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูต่อการกำหนดโทษนั้น จะเห็นได้ว่า การลงโทษผู้กระทำผิดตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูดังที่กล่าวมานั้น มีหลักการสำคัญคือจะต้องลงโทษให้เหมาะสมกับผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคลไป เพื่อให้การลงโทษนั้นเกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปรับปรุงผู้กระทำผิดให้เป็นคนดี โดยวิธีการปรับปรุงแก้ไขนั้นอาจจะทำในเรือนจำหรือนอกเรือนจำก็ได้ เช่น การพักการลงโทษ หรือการคุมประพฤติ เป็นต้น
ด้วยเหตุดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด มีความสำคัญต่อการลงโทษผู้กระทำความผิดเป็นอย่างยิ่ง โดยศาลจะต้องนำมาเป็นหลักในการพิจารณากำหนดโทษให้เหมาะสมกับตัวผู้กระทำผิดเป็นรายๆ ไป เช่น ผู้กระทำผิดครั้งแรกควรจะต้องกำหนดโทษให้ต่างกับผู้กระทำผิดซ้ำ เป็นต้น
เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ โดยใช้วิธีการชะลอการฟ้องมาใช้กับผู้กระทำความผิดนั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ได้มีการลงโทษผู้กระทำความผิดเลยแต่อย่างใด ซึ่งโดยหลักการแล้ว กรณีที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำผิดนั้นมีได้ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเอาไว้ในขณะนั้น ตามหลักสุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ” หรือมีความผิดแต่กฎหมายบัญญัติยกเว้นโทษเอาไว้
ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว ถ้าหากผู้ใดฝ่าฝืนก็ย่อมต้องมีความผิดและได้รับโทษเสมอ เว้นแต่กฎหมายจะยกเว้นโทษไว้ให้เท่านั้น เช่น การกระทำด้วยความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 เป็นต้น
นอกจากนี้ การชะลอการฟ้องยังเป็นวิธีที่แตกต่างกับที่ตำรวจใช้วิธีเบี่ยงเบนโดยการเปรียบเทียบปรับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดโดยวิธีการลงโทษทางอาญาอย่างหนึ่ง โดยโทษปรับมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อทดแทน เพื่อป้องกัน และเพื่อปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีวัตถุประสงค์ในการลงโทษดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
สำหรับศาลนั้นก็ใช้วิธีเบี่ยงเบนโดยการรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษและการคุมความประพฤติประกอบกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยศาลจะมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและกำหนดโทษไว้ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ซึ่งการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษโดยมีเงื่อนไขนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อทดแทนและเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ทั้งนี้เนื่องจากโทษจำคุกที่กำหนดไว้นั้น นอกจากจะมีลักษณะเพื่อให้เกิดความยุติธรรม ยังเป็นการข่มขู่ยับยั้งในระหว่างที่ผู้กระทำความผิดอยู่ในเงื่อนไขการคุมประพฤติหรือรอการลงโทษได้ด้วย
ส่วนผลการชะลอการฟ้องนั้น หากผ่านกระบวนการชะลอการฟ้องแล้วก็จะไม่มีความผิดและไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดเลยแต่อย่างใด ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับทฤษฎีวัตถุประสงค์ในการลงโทษดังที่กล่าวมา โดยอาจทำให้ผู้เสียหายหรือสังคมไม่ได้รับความยุติธรรมอาจไปแก้แค้นกันเองได้ และยังทำให้ผู้กระทำความผิดและบุคคลอื่นไม่เกิดการข่มขู่ยับยั้งอีกด้วย ซึ่งถ้าหากเป็นคดีที่มีความรุนแรงและโทษสูงย่อมทำให้ผู้เสียหายหรือสังคมไม่ได้รับความยุติธรรมได้
และยังอาจทำให้ผู้กระทำผิดหรือบุคคลอื่น ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองส่งผลให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น หากนำการชะลอการฟ้องมาใช้กับคดีที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี หรือคดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท เช่น ประมาทที่ทำให้คนตาย เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นคดีที่มีความรุนแรง ไม่ใช่คดีที่ความผิดเล็กๆ น้อยๆ ผลที่เกิดขึ้นจากการชะลอการฟ้องก็คงมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ทั้งนี้เนื่องจากได้ประโยชน์แต่เฉพาะตามวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อปรับปรุง แก้ไขฟื้นฟู เพียงวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น
ส่วนวัตถุประสงค์ในการลงโทษอย่างอื่นไม่ได้เกิดประโยชน์ด้วยแต่อย่างใด อาจส่งผลให้สังคมไม่ยอมรับได้
ด้วยเหตุนี้จึงควรนำมาใช้กับคดีความผิดเล็กๆ น้อยๆ โทษต่ำๆ ซึ่งประชาชนไม่เน้นเรื่องความยุติธรรมมาก สังคมก็อาจจะยอมรับได้ แต่ถ้าเป็นคดีที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี หรือคดีที่มีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทนั้น ซึ่งบางคดีก็เป็นคดีที่มีความรุนแรง โดยสมควรจะต้องมีการลงโทษเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อสังคม และเกิดการข่มขู่ยับยั้งด้วย
เมื่อการชะลอการฟ้องไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด จึงอาจเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำคดีที่มีโทษอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี หรือคดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่มีอัตราโทษสูง เช่น ประมาททำให้คนตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เป็นต้น มาใช้กับการชะลอการฟ้องเพราะอาจจะไม่สอดคล้องกับหลักการของทฤษฎีวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญา ดังที่กล่าวมาข้างต้น
ข้อเสนอแนะ การชะลอการฟ้อง ถ้าหากจะให้ความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด มีผลดีมากกว่าผลเสียแล้ว ควรนำไปใช้กับคดีความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอัตราโทษต่ำๆ เนื่องจากจะได้มีความสอดคล้องกับหลักทฤษฎีวัตถุประสงค์ในการลงโทษทางอาญา

