หน้าแรก Uncategorized ‘สามารถ...

‘สามารถ’โพสต์แจงบีอาร์ที ผิดคอนเซ็ปต์ที่ตนวางไว้สมัยเป็นรองผู้ว่าฯอย่างมาก

21.06.16 | 19:14 น.

วันที่ 21 มิถุนายน นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ กรณีรถบีอาร์ที บทเรียนที่ กทม.ไม่อยากเรียน ระบุว่า

สืบเนื่องจากบทความเรื่อง “แปลงร่าง BRT เป็นรถรางไฟฟ้า อวสานโปรเจ็กต์หาเสียงนักการเมือง” ซึ่งตีพิมพ์ใน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16-19 มิถุนายน 2559 มีใจความโดยสรุปว่า ภายในปีนี้กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะหยุดให้บริการรถประจำทางด่วนพิเศษ (Bus Rapid Transit หรือบีอาร์ที) เนื่องจากมีผู้โดยสารน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมกับได้กล่าวถึงผมเมื่อสมัยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. ว่าได้ช่วยผลักดันโครงการนี้ ที่สำคัญ บทความนี้ได้ระบุว่า “ในระหว่างทางก็ขลุกขลักพอสมควร ทั้งความไม่โปร่งใสในการซื้อรถราคาคันละ 7.5 ล้านบาท ที่ว่ากันว่าแพงหูฉี่ แต่ก็ทู่ซี้จนโครงการเปิดใช้ในที่สุด แต่ถึงจะฝ่าด่านดีเอสไอ-กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สำเร็จ ความชุลมุนยังไม่สิ้นสุด เมื่อเส้นทางที่ใช้คิกออฟโครงการจากช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ถึงจะกันเลนพิเศษไว้เฉพาะแล้ว แต่ยังมีรถอื่นวิ่งเข้าแทรกตลอดเวลา…”

ผมขอถือโอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องโดยทั่วกัน ดังนี้

ผมเริ่มต้นโครงการบีอาร์ทีไว้ในปี พ.ศ.2548 แต่ไม่ได้ทำจนจบ ผมมีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น เนื่องจากผมได้ลาออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 แต่การก่อสร้างโครงการนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2550 และเปิดให้บริการในปี พ.ศ.2553 ผมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและการจัดซื้อรถบีอาร์ที รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วยเลยแม้แต่น้อย

หลังจากพ้นตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม.แล้ว ผมทราบว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการบางประการ ทำให้ประสิทธิภาพของบีอาร์ทีลดลง ไม่เป็นไปตาม Concept หรือแนวคิดที่ผมได้วางไว้

Advertisement

ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ผมจึงเขียนบทความเรื่อง “บีอาร์ที บทเรียนที่ กทม.ไม่อยากเรียน” ลงใน นสพ.มติชนรายวัน ซึ่งเป็นการเสนอข้อคิดเห็นให้ กทม.พิจารณาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ต้องการให้บีอาร์ทีล้มเหลว บทความนี้มีใจความพอสรุปได้ดังนี้

บีอาร์ที หรือรถเมล์ด่วนพิเศษเป็นระบบขนส่งมวลชนประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้รถเมล์วิ่งบนเลนขวาชิดเกาะกลาง รถอื่นไม่สามารถวิ่งบนเลนนี้ได้ เมื่อวิ่งถึงทางแยกบีอาร์ทีจะได้รับสัญญาณไฟเขียวก่อนรถอื่น ทำให้สามารถควบคุมเวลาการเดินทางได้ ผู้โดยสารเดินเข้า-ออกสถานีซึ่งตั้ง

อยู่ที่เกาะกลางโดยใช้สะพานลอย ที่สถานีมีป้ายบอกเวลาที่รถบีอาร์ทีคันต่อไปจะมาถึง นอกจากนี้ยังมีระบบตั๋วที่ทันสมัยเช่นเดียวกับรถไฟฟ้า รถบีอาร์ทีที่ใช้กันอยู่ในหลายเมืองในนานาประเทศมีรูปลักษณ์สวยงาม มีรูปร่างและความสะดวกสบายใกล้เคียงกับรถไฟฟ้า จนมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรถไฟฟ้า บีอาร์ทีมีข้อดีกว่ารถไฟฟ้าที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วกว่ามาก และค่าก่อสร้างก็ถูกกว่ามากเช่นกัน แค่เพียงไม่เกิน 10% ของค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าเท่านั้น

นั่นคือแนวคิดที่ผมได้วางไว้ แต่ของจริงต่างจากแนวคิดมาก เช่น บีอาร์ทีไม่ได้รับสัญญาณไฟเขียวก่อนรถอื่น แต่ต้องติดไฟแดงเหมือนรถอื่น และเลนบีอาร์ทีมีรถอื่นเข้าใช้ได้ด้วย เป็นต้น ในบทความดังกล่าวผมได้เสนอแนะให้ กทม.นำปัญหาของบีอาร์ทีในเมืองอื่นมาเป็นบทเรียน ดังนี้

1.การให้สิทธิพิเศษแก่บีอาร์ที ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสัญญาณไฟเขียวที่ทางแยกก่อนรถอื่น หรือการให้บีอาร์ทีมีเลนวิ่งเฉพาะซึ่งรถอื่นไม่สามารถเข้ามาวิ่งปะปนได้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำให้บีอาร์ทีสามารถควบคุมเวลาการเดินทางได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บีอาร์ทีมีผู้โดยสารมาก

2.ให้ใช้รถตู้และรถสองแถวขนผู้โดยสารออกจากซอยและถนนใกล้เคียงมาป้อนให้บีอาร์ทีที่สถานี ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารบีอาร์ที อีกทั้ง ยังช่วยลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว เป็นการช่วยลดการจราจรติดขัด

3.ปรับเปลี่ยนเส้นทางรถเมล์ในบริเวณพื้นที่ที่บีอาร์ทีให้บริการ ทั้งนี้ เพื่อทำให้รถเมล์และบีอาร์ทีมีเส้นทางที่ส่งเสริมหรือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่แข่งขันกัน

4.โหมประชาสัมพันธ์ให้บีอาร์ทีเป็นที่รู้จักและเกิดการยอมรับจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง การประชาสัมพันธ์สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น วิดีโอคลิป เป็นต้น โดยใช้โลโก้ที่สวยงาม ทันสมัย และสโลแกนที่ชวนใช้บริการ ที่สำคัญจะต้องเน้นให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของบีอาร์ทีที่เหนือกว่ายานพาหนะอื่น รวมทั้งประโยชน์ที่บีอาร์ทีจะทำให้เกิดต่อสังคม

ทั้งหมดนี้ หวังว่าผู้เขียนและผู้อ่านบทความเรื่อง “แปลงร่าง BRT เป็นรถรางไฟฟ้า อวสานโปรเจ็กต์หาเสียงนักการเมือง” จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ